Page 36 - Nan
P. 36

28







                             4) พื้นที่ที่มีศักยภาพ หรือมีความเหมาะสมสําหรับการปลูกขาวโพดเลี้ยงสัตว แตปจจุบัน
                       เกษตรกรไมไดใชพื้นที่ปลูกขาวโพดเลี้ยงสัตว พบวาเกษตรกรปลูกพืชอื่นทดแทน ทั้งนี้หากพืชที่ปลูกเปน
                       พืชไร เชน ขาว ออยโรงงาน มันสําปะหลัง เปนตน ถาในอนาคตขาวโพดเลี้ยงสัตวราคาดี เกษตรกรอาจ

                       กลับมาปลูกขาวโพดเลี้ยงสัตวไดเหมือนเดิม แตหากเปนไมผล/ไมยืนตน การกลับมาปลูกขาวโพดเลี้ยง
                       สัตวอาจเปนเรื่องยาก ดังนั้นอาจสงเสริมในเรื่องของการทําเกษตรรูปแบบอื่น เชน ทําการเกษตรแบบ

                       ผสมผสาน แตทั้งนี้ตองพิจารณาตนทุนการผลิตและการตลาดรวมดวย

                         4.2  ขาว
                             1) พื้นที่ปลูกขาวที่มีความเหมาะสมสูง (S1) และปจจุบันยังปลูกขาวอยู มีเนื้อที่ 60,919 ไร

                       อยูในเขตอําเภอปว อําเภอเชียงกลาง อําเภอเวียงสา อําเภอเมืองนาน อําเภอนานอย อําเภอทาวังผา
                       อําเภอทุงชาง อําเภอสันติสุข อําเภอภูเพียง อําเภอบอเกลือ ทั้งนี้คณะอนุกรรมการพัฒนาที่ดินจังหวัด

                       สมควรใหมีการเสนอแผนการใชที่ดินเพื่อสงวนใหเปนแหลงผลิตขาวที่สําคัญของจังหวัด และมีการ
                       บริหารจัดการน้ําชลประทาน การจัดการดิน ปุย พันธุขาว โดยรวมกลุมเปนเกษตรแปลงใหญ พัฒนาตอ

                       ยอดครบวงจรการตลาดในและตางประเทศการแปรรูป แหลงทุน มีภาครัฐสนับสนุนการทํามาตรฐาน
                       สินคาเกษตรอินทรีย และ GAP และเนื่องจากเปนพื้นที่ศักยภาพสูง การปลูกพืชหลังนาจะชวยให
                       เกษตรกรมีรายไดเพิ่มขึ้น และเปนการปรับปรุงบํารุงดิน

                             2) พื้นที่ปลูกขาวที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) และปจจุบันยังปลูกขาวอยู มีเนื้อที่มาก
                       ถึง  98,990 ไร พบมากอยูในเขตอําเภอทาวังผา อําเภอเวียงสา อําเภอเมืองนาน อําเภอภูเพียง อําเภอ

                       บานหลวง อําเภอปว อําเภอนานอย อําเภอเชียงกลาง อําเภอสันติสุข อําเภอนาหมื่น อําเภอแมจริม
                       และกระจายตัวในพื้นที่เล็ก ๆ ใน อําเภอทุงชาง อําเภอบอเกลือ เปนพื้นที่ปลูกขาวที่มีขอจํากัดไมมากนัก

                       เกษตรกรยังคงปลูกขาวไดผลดี หลายแหงประสบปญหาขาดน้ําในบางชวงของการเพาะปลูก ควร
                       สนับสนุนดานการบริหารจัดการน้ํา เชน ชลประทาน จะสรางความมั่นใจใหกับเกษตรกรในการใชที่ดิน

                       ปญหาการทิ้งถิ่นฐานไปทํางานที่อื่นจะลดลง และพื้นที่ในเขตนี้มีความเหมาะสมสําหรับการเกษตรแบบ
                       ผสมผสาน เกษตรแมนยําหรือเกษตรทฤษฎีใหม เปนตน และภาครัฐควรใหความรูความเขาใจกับ
                       เกษตรกรโดยแนะนําวาไมควรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น หากขาวราคาไมดีและตองการปรับเลี่ยน

                       การผลิตควรเปนพืชไร เพื่อที่วาในอนาคตยังสามารถกลับมาทํานาไดอีก
                             3) พื้นที่ปลูกขาวที่ไมมีความเหมาะสม (S3 และ N) และปจจุบันเกษตรกรยังคงใชที่ดิน

                       ปลูกขาวอยู มีเนื้อที่ประมาณ 56,368 ไร ซึ่งประสบปญหาซ้ําซากน้ําทวม ขาดน้ํา ผลผลิตต่ํา
                       กระทรวงเกษตรและสหกรณใหการชวยเหลือเกษตรกรที่ทํากินในพื้นที่นี้ เนื่องจากเปนพื้นที่ไม

                       เหมาะสม โดยสนับสนุนการปรับโครงสรางที่ดิน ปรับปรุงบํารุงดิน สนับสนุนแหลงน้ํา ใหเกษตรกร
                       เลือกปลูกพืชชนิดใหมที่มีความเหมาะสม และใหผลตอบแทนที่ดีกวา หรือใชพื้นที่ผลิตอาหารเพื่อ

                       บริโภคในครัวเรือน หรือเขาโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) เปนตน
                             4) พื้นที่ที่มีศักยภาพ หรือมีความเหมาะสมสําหรับการปลูกขาว แตปจจุบันเกษตรกรไมได
                       ใชพื้นที่ปลูกขาว โดยมาปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ทั้งนี้หากพืชที่ปลูกเปนพืชไร เชน ออยโรงงาน มัน
   31   32   33   34   35   36   37   38   39   40   41