Page 32 - Phitsanulok
P. 32

24








                       โดยพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที่ศักยภาพในการปลูกบัวบกที่ระดับความเหมาะสมสูง (S1) ประมาณ
                       41,695 ไร


                       4. แนวทางการสงเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ

                         4.1  ขาว
                               1) พื้นที่ปลูกขาวที่มีความเหมาะสมสูง (S1) และปจจุบันยังปลูกขาวอยู มีเนื้อที่ 1,251,431

                       ไร อยูในเขตอําเภอพรหมพิราม อําเภอบางระกํา อําเภอเมืองพิษณุโลก อําเภอบางกระทุม อําเภอวัง
                       ทอง อําเภอวัดโบสถ อําเภอเนินมะปราง อําเภอนครไทย และอําเภอชาติตระการ ทั้งนี้
                       คณะอนุกรรมการพัฒนาที่ดินจังหวัดสมควรใหมีการเสนอแผนการใชที่ดินเพื่อสงวนใหเปนแหลงผลิต
                       ขาวที่สําคัญของจังหวัด และมีการบริหารจัดการน้ําชลประทาน การจัดการดิน ปุย พันธุขาว โดยรวม

                       กลุมเปนเกษตรแปลงใหญ พัฒนาตอยอดครบวงจรการตลาดในและตางประเทศการแปรรูป แหลงทุน
                       มีภาครัฐสนับสนุนการทํามาตรฐานสินคาเกษตรอินทรีย และการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good
                       Agricultural Practices: GAP) และเนื่องจากเปนพื้นที่ศักยภาพสูง การปลูกพืชหลังนาจะชวยให
                       เกษตรกรมีรายไดเพิ่มขึ้น และเปนการปรับปรุงบํารุงดิน

                             2) พื้นที่ปลูกขาวที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) และปจจุบันยังปลูกขาวอยู มีเนื้อที่
                       283,907 ไร กระจายตัวอยูในทุกอําเภอของจังหวัดพิษณุโลก เปนพื้นที่ปลูกขาวที่มีขอจํากัดไมมากนัก
                       เกษตรกรยังคงปลูกขาวไดผลดี ควรมีการบริหารจัดการน้ําอยางเปนระบบ เชน มีระบบชลประทาน

                       จะสรางความมั่นใจใหกับเกษตรกรในการใชที่ดิน ปญหาการทิ้งถิ่นฐานไปทํางานที่อื่นจะลดลง และ
                       พื้นที่ในเขตนี้มีความเหมาะสมสําหรับการเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรแมนยําหรือเกษตรทฤษฎีใหม

                       เปนตน และภาครัฐควรใหความรูความเขาใจกับเกษตรกรโดยแนะนําวาไมควรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืช
                       ชนิดอื่น หากขาวราคาไมดีและตองการปรับเลี่ยนการผลิตควรเปนพืชไร เพื่อที่วาในอนาคตยังสามารถ

                       กลับมาทํานาไดอีก
                             3) พื้นที่ปลูกขาวที่ไมมีความเหมาะสม (S3 และ N) และปจจุบันเกษตรกรยังคงใชที่ดิน

                       ปลูกขาวอยู มีเนื้อที่ 81,180 ไร ซึ่งประสบปญหาซ้ําซากทั้งน้ําทวม ขาดน้ํา ผลผลิตต่ํา กระทรวง
                       เกษตรและสหกรณใหการชวยเหลือเกษตรกรที่ทํากินในพื้นที่นี้ เนื่องจากเปนพื้นที่ไมเหมาะสม โดย
                       สนับสนุนการปรับโครงสรางที่ดิน ปรับปรุงบํารุงดิน สนับสนุนแหลงน้ํา ใหเกษตรกรเลือกปลูกพืช

                       ชนิดใหมที่มีความเหมาะสม และใหผลตอบแทนที่ดีกวา หรือใชพื้นที่ผลิตอาหารเพื่อบริโภคใน
                       ครัวเรือน หรือเขาโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) เปนตน

                             4) พื้นที่ที่มีศักยภาพ หรือมีความเหมาะสมสําหรับการปลูกขาว แตปจจุบันเกษตรกรไมได
                       ใชพื้นที่ปลูกขาว โดยหันมาปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ทั้งนี้หากพืชที่ปลูกเปนพืชไร เชน ออยโรงงาน

                       มันสําปะหลัง ขาวโพดเลี้ยงสัตว เปนตน ในอนาคตขาวราคาดี เกษตรกรอาจกลับมาปลูกขาวได
                       เหมือนเดิม แตหากเปนไมผลหรือไมยืนตน การกลับมาปลูกขาวอาจเปนเรื่องยาก ดังนั้นอาจสงเสริม

                       ในเรื่องของการทําเกษตรรูปแบบอื่น เชน เกษตรผสมผสาน
   27   28   29   30   31   32   33   34   35   36   37