การจัดการปัญหาดินอินทรีย์
..ความหมายของดิน
..ลักษณะของดิน
..สภาพปัญหาของดิน
..การแจกกระจายพื้นที่ดิน
..การใช้ประโยชน์พื้นที่ในปัจจุบัน
..แนวทางการจัดการดิน
   
ความหมายของดิน
.........ดินอินทรีย์ หมายถึง ดินที่มีสารอินทรีย์ในรูปของอินทรีย์คาร์บอนอยู่ในเนื้อดินมากกว่าร้อยละ 20 โดยจะพบการสะสมของอินทรียวัตถุเป็นชั้นหนามากกว่า 40 เซนติเมตร มีซากพืชที่ผุพังและยังสลายตัวไม่หมดปะปนอยู่
.........ดินอินทรีย์ พบในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำขังหรือชื้นแฉะเกือบตลอดปี เช่น ที่ลุ่มชื้นแฉะ ที่ลุ่มต่ำระหว่างสันทรายชายฝั่งทะเลที่เรียกว่า พรุ ในพื้นที่เหล่านี้กิจกรรมการย่อยสลายอินทรียวัตถุโดยจุลินทรีย์เกิดขึ้นได้ไม่ดี ทำให้มีกระบวนการสะสมของอินทรียวัตถุมากกว่ากระบวนการย่อยสลาย
   
ลักษณะของดิน
.........ดินมีการสะสมเศษชิ้นส่วนพืชที่กำลังสลายตัวเกิดขึ้นเป็นชั้นหนามากกว่า 40 เซนติเมตร สภาพพืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าพรุ เสม็ด กก และกระจูด เป็นต้น
   
สภาพปัญหาของดิน
.........ในชั้นดินอินทรีย์จะมีกรดฮิวมิค ส่วนใต้ชั้นดินอินทรีย์ที่ระดับความลึกประมาณ 80-300 เซนติเมตร เป็นดินเลนตะกอนน้ำทะเลสีเทาปนน้ำเงิน ทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดรุนแรงมาก (ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินน้อยกว่า 4.5) ดินอินทรีย์จึงจัดเป็นดินที่มีศักยภาพในการกลายเป็นดินกรดกำมะถัน นอกจากนี้ดินอินทรีย์จะยุบตัว ติดไฟง่าย แต่ดับยาก ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่โดยการระบายน้ำออกจากพรุมากเกินไป จะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดได้ในภายหลัง และเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ ทำให้พื้นที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ การจัดการดินทำได้ลำบากและเสียค่าใช้จ่ายสูง ในขณะเดียวกัน ถ้านำมาปลูกไม้ยืนต้น ต้นไม้ล้มง่าย เนื่องจากดินอินทรีย์มีความสามารถในการรับน้ำหนักได้น้อย
   
การแจกกระจายพื้นที่ดิน
.........พบในบริเวณที่ลุ่มน้ำขังชายฝั่งทะเลของภาคใต้และภาคตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 344,283 ไร่ ประกอบด้วย กลุ่มดินที่มีชั้นวัสดุอินทรีย์หนา 40-100 เซนติเมตรจากผิวดิน ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 57 และกลุ่มดินที่มีชั้นวัสดุอินทรีย์หนามากกว่า 100 เซนติเมตรจากผิวดิน ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 58
   
การใช้ประโยชน์พื้นที่ในปัจจุบัน
.........ดินอินทรีย์ ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชเศรษฐกิจ หากใช้ประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง จะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง ดังนั้น ในพื้นที่ที่ยังคงสภาพเป็นป่า ควรปล่อยให้เป็นป่าตามธรรมชาติหรือปลูกไม้ที่ขึ้นได้ในพื้นที่พรุ เช่น มะฮัง สะเตียว ทองบิ้ง อ้ายบ่าว บางชนิดอาจปลูกเพื่อนำผลผลิตไปขายได้ เช่น ต้นหลุมพี และเสม็ด หรืออาจปลูกต้นสาคู เพื่อทำแป้งสาคู เป็นต้น

   
แนวทางการจัดการดิน

.........การใช้ประโยชน์พื้นที่ดินอินทรีย์ ยังมีปัญหาอยู่มาก เนื่องจากการจัดการต้องมีการลงทุนสูง ในปัจจุบันสนับสนุนให้ปลูกไม้พื้นเมืองในพื้นที่ เช่น ต้นปาล์มสาคู และเสม็ดขาว ซึ่งเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีและสามารถนำมาแปรรูปและใช้ประโยชน์ได้มากมาย อาทิเช่น การนำลำต้นปาล์มสาคูเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ การผลิตแป้งสาคู การนำไม้เสม็ดขาวแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากใบเสม็ด เป็นต้น
.........การจัดการดินอินทรีย์ ที่มีการระบายน้ำออก เพื่อใช้ในพื้นที่ในการปลูกพืชนั้น ดินเกิดปัญหาเป็นดินเปรี้ยวจัด ต้องทำการปรับปรุงแก้ไข เช่นเดียวกับการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกพืชชนิดต่างๆ โดยใช้วัสดุปูน (ปูนโดโลไมท์ หินปูนฝุ่น) ใส่ในอัตราความต้องการปูนของดิน หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน สำหรับนาข้าว หรือประมาณ 20 วัน สำหรับดินยกร่อง
.........การให้ปุ๋ย เนื่องจากดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติต่ำ ขาดทั้งธาตุอาหารหลักและ ธาตุอาหารรอง ดังนั้นจำเป็นต้องเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยการใส่ปุ๋ยเคมีที่เป็นอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และธาตุอาหารรอง ตลอดจนจุลธาตุบางชนิด เช่น สังกะสี ทองแดง โบรอน และโมลิบดินัม
.........การจัดการพืช เนื่องจากความรุนแรงของปัญหาต่างๆ ของดินอินทรีย์แตกต่างกันออกไปตามความหนาของชั้นวัสดุดินอินทรีย์ สภาพน้ำท่วม ระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินเอง พืชพรรณที่ขึ้นอยู่บนดินเหล่านี้ตามธรรมชาติ และพืชที่ต้องการจะปลูกเพื่อการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ดังนั้นการพัฒนาที่ดินเพื่อการปลูกพืชจำเป็นต้องพิจารณาหลายๆ ปัจจัย เช่นการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม (มีชั้นวัสดุดินอินทรีย์หนาไม่เกิน 1 เมตร มีระดับน้ำใต้ดินประมาณ 30 เซนติเมตร และมีความอุดมสมบูรณ์ขั้นปานกลางถึงสูงสุด) และเลือกชนิดของพืชที่ปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่ทนกรด
.........การใช้ปูน ดินเปรี้ยวจัดในภาคใต้ต้องการปูนเพื่อยกระดับพีเอช (pH) ให้สูงขึ้น เนื่องจากค่าของอะลูมิเนียมและเหล็ก มีผลเป็นพิษต่อพืช ทำให้พืชขาดธาตุฟอสฟอรัส การใช้หินปูนฝุ่น 1.5 ตันต่อไร่ หรือครึ่งหนึ่งของความต้องการปูนในบริเวณที่มีการควบคุมน้ำและมีการชลประทาน จะได้ผลดี
.........การยกร่อง ทำเพื่อยกระดับดินให้สูงขึ้น ร่องลึกประมาณ 80 เซนติเมตรจากผิวดินเหนือชั้นไพไรท์เหมาะสมที่สุด
การยกร่องเพื่อปลูกผักผสมสาน หรือปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น โดยใช้วัสดุปูนแก้ความเป็นกรดของดินก่อน และใส่ปุ๋ยเคมีตามความต้องการของพืชแต่ละชนิด โดยเลือกชนิดพืชที่ปลูกให้เหมาะสม เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ผัก และปาล์มน้ำมัน เป็นต้น