สองสายก็เลยแห้งขอดเพราะถูกนำไปใช้ไร้ประสิทธิภาพ ที่หนักที่สุดก็คือ..ทะเลอารัล พอมนุษย์เปลี่ยนเส้นทางน้ำเท่านั้นทะเลก็ไม่มีน้ำไหลเข้ามาเพิ่มเติมเลย มันจึงค่อยๆ แห้งลงอย่างช้าๆ พอน้ำงวดลงมากเท่าใด ความเค็มก็เพิ่มสูงขึ้นมากเท่านั้น จนที่สุดปู ปลาและพืชน้ำทั้งหลายก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ จึงค่อยๆตายไปจนเกลี้ยง อุตสาหกรรมประมงล้มตายก่อนเป็นอันดับแรกและต่อมาชุมชนรอบๆ ทะเลแห่งนี้ก็ตายตามเนื่องจากความแห้งแล้งจนเกิดโรคติดต่อ สิ่งแวดล้อมเริ่มเป็นพิษ น้ำในทะเลก็แห้งขอดลงเรื่อยๆ ระหว่างปี พ.ศ. 2504-2513 น้ำในทะเลลดระดับลง 20 ซม.ทุกปี เรียกว่า 5 ปี ลดลงไปเมตรหนึ่งละครับ และอัตราการแห้งก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปีละ 60 ซม. ยังไม่พอครับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา อัตราการแห้งของทะเลก็เพิ่มขึ้นเป็น 80-90 ซม. ต่อปี สรุปง่ายๆว่าแห้งลงปีละเมตรว่างั้นเถอะ แล้วจะเอาอะไรไปเหลือล่ะ ชาวบ้านที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนั้นเริ่มมองเห็นโลงศพลางๆ อยู่เบื้องหน้าแล้ว แต่พวกผู้บริหารไม่ยักกะมองเห็น การผันน้ำยังคงดำเนินต่อไปและนับวันยิ่งต้องการน้ำมากขึ้น ในขณะที่การรั่วสูญเปล่าก็ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม มีการสำรวจพบว่าคลองส่งน้ำที่ดีไม่มีการไหลซึมนั้นมีเพียง 12% เท่านั้นจากคลองส่งน้ำทั้งหมด แล้วแบบนี้น้ำที่ไหนจะพอละครับ ยิ่งความต้องการมากขึ้นในขณะที่น้ำไม่มี การทำให้ทะเลแห้งทั้งทะเลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ต้องขอยกย่องคณะกรรมการต้นคิดการผันน้ำที่ทำให้ทะเลแห้งได้ นับว่าท่านมีความสามารถอย่างน่ามหัศจรรย์จริง ณ วันนี้ ทะเลอารัลเหลือเป็นบ่อเล็กๆ ทางด้านเหนือเพียงหน่อยเดียวและทางตะวันตกอีกหย่อมหนึ่ง ตามลูกศรชี้ในภาพ ซึ่งน้ำที่เหลืออยู่นี้ก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เนื่องจากเค็มจัด นอกจากจะเปลี่ยนมาผลิตเกลือขายเท่านั้น ส่วนที่เหลือได้แห้งเป็นทรายอันร้อนผะผ่าวไปแล้ว จากการศึกษาพบว่าเมื่อทะเลแห้งไปก็ทำให้อุณหภูมิอากาศในบริเวณใกล้ไกลเกิดความเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย คือในฤดูร้อน อากาศก็จะร้อนมากขึ้น พอถึงฤดูหนาวอากาศก็จะหนาวเหน็บมากกว่าเดิมเช่นกันและเป็นเช่นนี้ยาวนานผิดปกติ
หน้าก่อน | หน้าถัดไป
Copyright @ Land Development Department 2010