การจัดการปัญหาดินเค็ม
..ความหมายของดิน
..ลักษณะของดิน
..สภาพปัญหาของดิน
..การแจกกระจายพื้นที่ดิน
..การใช้ประโยชน์พื้นที่ในปัจจุบัน
..แนวทางการจัดการดิน
..สรุปและข้อเสนอแนะ
..สอบถามเพิ่มเติม
   
ความหมายของดิน

.........ดินเค็ม คือ ดินที่มีเกลือที่ละลายได้ในสารละลายดินปริมาณมาก จนกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช การสังเกตโดยดูจากคราบเกลือจะเห็นคราบเกลือเป็นหย่อมๆ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง พืชมักจะแสดงอาการใบไหม้ ลำต้นแคระแกร็น เนื่องจากพืชจะขาดน้ำ ความเป็นพิษจากธาตุโซเดียมและคลอไรด์ และเกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร ดินเค็มมีค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายที่สกัดจากดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำมากกว่า 2 เดซิซีเมนส์ต่อเมตร ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ปัญหาดินเค็มนอกจากจะส่งผลกระทบต่อการเกษตรแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ปัญหาดินเค็มในประเทศไทยพบทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและพื้นที่ชายทะเล

   
ลักษณะของดิน

......... ลักษณะของพื้นที่ดินเค็มที่สังเกตได้
......... 1) เป็นบริเวณที่ไม่ห่างจากฝั่งทะเลมากนัก และมีน้ำทะเลขึ้นท่วมถึงหรือเคยเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อน
......... 2) บริเวณพื้นที่ดินเค็มจะมีพืชที่สามารถทนเค็มได้ดีขึ้นอยู่ ซึ่งเราสามารถบอกได้ว่าถ้ามีพืชพรรณชนิดนี้ขึ้นอยู่ในบริเวณพื้นที่นั้นๆ จะเป็นพื้นที่ดินเค็ม เช่น ชะคราม จาก แสม โกงกาง ลำแพน ลำพูน เหงือกปลาหมอ หนามแดง หญ้าทนเค็มบางชนิด ฯลฯ
......... 3) บนผิวดินมักพบคราบเกลือสีขาวปรากฏอยู่บนผิวดินเป็นหย่อมๆ หรืออาจพบเนื้อดินฟุ้งกระจาย เม็ดดินแตกสลายเมื่อเปียกน้ำจะพองตัว เนื่องจากดินมีเกลือโซเดียมคาร์บอเนตสูง บางแห่งเป็นดินแน่นทึบไม่มีพืชขึ้นอยู่เลย
......... 4) พืชที่ปลูกบริเวณนั้นตายเป็นหย่อมๆ อาการของพืชจะปรากฏให้เห็นซึ่งเกิดจากผลของความเค็ม เช่น ขอบใบจะไหม้ พืชแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต เป็นต้น
......... 5) ชิมดินและน้ำ เมื่อมีรสกร่อยแสดงว่ามีอันตรายต่อพืช หรือน้ำเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล

   
สภาพปัญหาของดิน
......... สภาพปัญหาของดินเค็มมีผลกระทบต่อการปลูกพืช คือ เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารมีความเป็นพิษของธาตุโซเดียมและคลอไรด์ พืชที่ปลูกไม่เจริญเติบโต ลำต้นแคระแกร็น ให้ผลผลิตต่ำ
   
การแจกกระจายพื้นที่ดิน

......... 1. ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
............. ดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นดินที่มีการสะสมเกลือจากการละลายของหินเกลือหรือจากระดับน้ำใต้ดินที่มีเกลือละลายน้ำอยู่มาก ทำให้พบชั้นสะสมเกลือมากหรือพบคราบเกลือที่ผิวดินมาก สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความเค็ม กรมพัฒนาที่ดินได้ทำการจำแนกโดยใช้คราบเกลือในฤดูแล้งเป็นหลัก พบว่ามีเนื้อที่ 11,506,882 ล้านไร่ ซึ่งสามารถแบ่งตามผลกระทบจากความเค็มได้ดังนี้
............. - ดินเค็มจัด เป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเกลือมาก เพาะปลูกไม่ได้ มีเนื้อที่ 104,019 ไร่
............. - ดินเค็มมาก เป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเกลือมาก เพาะปลูกไม่ได้ มีเนื้อที่ 228,232 ไร่
............. - ดินเค็มปานกลาง เป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเกลือปานกลาง พืชส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ มีเนื้อที่ 3,836,342 ไร่
............. - ดินเค็มน้อย เป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเกลือน้อย ถ้ามีการจัดการไม่ดีหรือดินมีความชื้นไม่เพียงพอ จะส่งผลกระทบกับการเจริญเติบโตของพืช มีเนื้อที่ 7,338,289 ไร่

......... 2. ดินเค็มภาคกลาง
............. ดินเค็มภาคกลาง เป็นพื้นที่ที่เคยมีน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อน และเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำทะเลและตะกอนน้ำกร่อยอยู่ใต้ตะกอนน้ำจืด เมื่อมีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม เช่น การนำน้ำใต้ดินที่มีความเค็มมาใช้ในการเกษตร และการชลประทานมากเกินไปอย่างไม่เหมาะสม การขุดหน้าดินขายทำให้เกลือที่อยู่ใต้ผิวดินได้เคลื่อนย้ายมาสู่ผิวดิน แล้วเกิดการแพร่กระจายของพื้นทีดินเค็มอย่างกว้าขวาง มีพื้นที่ประมาณ 54,644 ไร่ พบในจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท

......... 3. ดินเค็มชายทะเล
............. ดินเค็มชายทะเล เกิดจากอิทธิพลของน้ำทะเลท่วมถึงหรือเคยท่วมมาก่อน บริเวณที่มีสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่ม น้ำทะเลท่วมถึง วัตถุต้นกำเนินดินเป็นตะกอนน้ำทะเลและน้ำกร่อย ดินบริเวณนี้จะมีความชื้นของดินสูงและมีความเค็มสูง พืชพรรณที่ขึ้นในบริเวณนี้เป็นไม้ชายเลน ซึ่งทนเค็มได้ดี เช่น โกงกาง แสม ลำพู เป็นต้น และบริเวณที่น้ำทะเลเคยท่วมถึงมาก่อน เกิดจากตะกอนน้ำทะเลและตะกอนน้ำกร่อย เป็นดินมีความเหนียวสูงบางแห่งอาจพบชั้นทรายและเปลือกหอยในดินชั้นล่าง ดินเค็มชายทะเลจะพบกระจัดกระจายทั่วไป มีพื้นที่ประมาณ 1,955,131 ไร่ ชุดดินที่สำคัญที่พบปัญหาดินเค็มได้แก่ ชุดดินบางปะกง ชุดดินหนองแก ชุดดินท่าจีน ชุดดินสมุทรปราการ ชุดดินสมุทรสงคราม และชุดดินตะกั่วทุ่ง

......... 4. การแพร่กระจายดินเค็ม
............. 1) การแพร่กระจายดินเค็มที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ได้แก่ การที่เกลือเคลื่อนย้ายขึ้นมาบนผิวดินตามธรรมชาติ เมื่อเกิดการผุพังสลายตัวของหินดินดานหรือหินทรายที่มีเกลือ หรือการระเหยของน้ำใต้ดินเค็มที่อยู่ตื้นใกล้ผิวดินและพาเกลือขึ้นมาสะสมที่ผิวดิน
............. 2) การแพร่กระจายดินเค็มที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์ ได้แก่ การตัดไม้ทำลายป่าบนเนินพื้นที่เนินรับน้ำ การทำเกลือ การใช้น้ำชลประทานที่ไม่เหมาะสม และเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น การทำลายป่าแล้วนำพื้นที่มาปลูกมันสำปะหลัง ทำให้เกิดความไม่สมดุลของระบบน้ำใต้ดินในพื้นที่นั้น น้ำใต้ดินเค็มที่อยู่ในที่ลุ่มค่อยๆ ยกระดับขึ้นมาใกล้ผิวดิน มีคราบเกลือบนผิวดินมากขึ้น





   
การใช้ประโยชน์พื้นที่ในปัจจุบัน

......... ดินเค็มชายทะเล ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ยังคงสภาพเป็นป่าเลน บางพื้นที่เปลี่ยนเป็นสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ดินเค็มบกส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 80 มีการใช้ที่ดินเป็นนาข้าว แต่มักให้ผลผลิตต่ำ บางพื้นที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ซึ่งอาจเนื่องมาจากดินเป็นดินเค็มจัด จึงยังคงสภาพเป็นพื้นที่ลุ่ม ทุ่งหญ้า ไม้ละเมาะ และปรับเปลี่ยนพื้นที่มาทำเป็นนาเกลือสินเธาว์

   
แนวทางการจัดการดิน

1. การจัดการแก้ไขฟื้นฟูดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
.........
การฟื้นฟูดินเค็มต้องพิจารณาถึงสาเหตุและลักษณะปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ แล้วจึงดำเนินมาตรการที่เหมาะสม ดังนี้
.........1) การป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม ควบคุมไม่ให้เกิดพื้นที่ดินเค็มเพิ่มขึ้น หรือมีความรุนแรงมากขึ้น
.........2) การเพิ่มผลผลิตพืชในพื้นที่ดินเค็มน้อยและดินเค็มปานกลาง เนื่องจากสมบัติกายภาพและทางเคมีของดินเค็มไม่ดี อนุภาคดินฟุ้งกระจายง่าย ดินเนื้อหยาบ ธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดินถูกชะล้างออกไปได้ง่าย ดินแน่นทึบ เกิดชั้นดานรากพืชชอนไชได้ยาก จะต้องมีเทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน การใช้พันธุ์พืชทนเค็ม การเขตกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่
.........3) การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ดินเค็มจัด เนื่องจากดินเค็มจัดมีเกลือมากเกินไปพืชไม่สามารถขึ้นได้ การแก้ไขดินเค็มจัดเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจนั้นจะต้องทำการชะล้างเกลือออกจากดิน รวมทั้งมีระบบชลประทานร่วมกับการระบายน้ำที่ดี ซึ่งเป็นการลงทุนสูง อีกทางเลือกที่เกษตรกรพื้นที่ดินเค็มจัดสามารถฟื้นฟูสภาพเสื่อมโทรมของพื้นที่ได้เอง ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก ด้วยการปลูกหญ้าชอบเกลือและต้นไม้ทนเค็มจัด พืชเหล่านี้มีความสามารถพิเศษปรับตัวเจริญเติบโตปกคลุมพื้นที่ว่างเปล่ามีคราบเกลือได้ และยังใช้ประโยชน์เป็นหญ้าเลี้ยงสัตว์และเป็นฟืนได้ และทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น
.........เกษตรกรพื้นที่ดินเค็มส่วนใหญ่ยากจน ไม่มีทุนและความรู้พอที่จะจัดการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ จำเป็นที่รัฐจะต้องลงทุนขั้นพื้นฐานในการปรับรูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การปรับรูปแบบแปลงนา ที่ประกอบด้วยระบบการชะล้างเกลือ ร่วมกับการทำคันคูเพื่อระบายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อการเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน

........1.1 การป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายดินเค็ม
.............วิธีการแรกเพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดดินเค็มแพร่กระจายเพิ่มขึ้น ทำได้โดยการให้ความรู้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ของรัฐระดับปฏิบัติการ เกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องภาคเอกชน ให้มีความรู้ความเข้าใจถึงความเป็นไปได้ของสาเหตุของปัญหาดินเค็ม จะได้หลีกเลี่ยงไม่เป็นผู้ก่อปัญหาขึ้นโดยรู้เท่าไม่ถึงกาล หรือร่วมกันพิจารณาแก้ไขไม่ให้ปัญหาแพร่กระจายออกไป
.............(1) การปลูกต้นไม้โตเร็วบนเนินพื้นที่รับน้ำ
................ ปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว เช่น ยูคาลิปตัส สะเดา กระถิน ขี้เหล็ก ไผ่ เป็นต้น ซึ่งการปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วเปรียบเหมือนการตั้งปั๊มน้ำธรรมชาติเพื่อลดระดับน้ำใต้ดินเค็มในที่ลุ่ม ซึ่งเป็นพื้นที่ให้น้ำที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องจากต้นไม้มีการใช้น้ำเพื่อการเจริญเติบโตมากกว่าพืชไร่
.............(2) การนำน้ำจืดจากน้ำใต้ดินบนพื้นที่รับน้ำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตร
................ ดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผลมาจากการที่น้ำใต้ดินละลายเกลือหิน ทำให้ชั้นน้ำใต้ดินเค็ม และแรงดันน้ำจะพาเกลือขึ้นสู่ผิวดิน เมื่อน้ำระเหยออกไป เกลือจะตกผลึกเป็นคราบสีขาวปรากฏบนผิวดิน การสูบน้ำบาดาลจืดบริเวณพื้นที่รับน้ำขึ้นมาใช้เป็นการลดระดับน้ำใต้ดิน มีผลต่อการลดความดันของชั้นน้ำใต้ดินเค็มบริเวณพื้นที่ให้น้ำ และสามารถลดปริมาณเกลือที่ชั้นสู่ผิวดิน จากหลักการดังกล่าว การพัฒนาน้ำใต้ดินบริเวณพื้นที่รับน้ำเพื่อการเกษตรกรรมในฤดูแล้ง จึงสามารถช่วยลดระดับน้ำใต้ดินเค็มและลดพื้นที่ดินเค็มในบริเวณพื้นที่ให้น้ำหรือที่ลุ่ม
................ การพัฒนาบ่อน้ำบาดาลบนพื้นที่รับน้ำให้เกษตรกรนำน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรม และควบคุมการแพร่กระจายดินเค็ม ที่ตำบลบึงอ้อ อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่เนินที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินปลูกมันสำปะหลัง ยังทำให้เกษตรกรพื้นที่รับน้ำที่เคยปลูกมันสำปะหลังเป็นพืชหลัก มีทางเลือกเพาะปลูกพืชได้มากชนิดขึ้นในช่วงแล้ง เช่น ดาวเรือง ข้าวโพดหวาน พริก และไม้ผล เกิดความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้ของเกษตรกร

........1.2 การเพิ่มผลผลิตพืชในพื้นที่ดินเค็มน้อยและเค็มปานกลาง
.............พื้นที่ดินเค็มน้อยและปานกลางอยู่ในที่ลุ่ม ช่วงแล้งพบคราบเกลือเป็นหย่อมๆ บนผิวดิน น้ำท่วมขังในฤดูฝน ส่วนใหญ่มีการใช้ประโยชน์เพื่อทำนา ฤดูฝนมีวัชพืชขึ้นแข่งกับต้นข้าว เช่น หญ้าแดง หญ้าขี้กราก
.............(1) การเพิ่มผลผลิตข้าวในนาดินเค็ม
................ ข้าวเป็นพืชทนเค็มได้ปานกลาง และเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินมีน้ำขัง พบต้นข้าวตายเป็นหย่อมๆ ข้าวที่กำลังงอกค่อนข้างมีความทนทานต่อความเค็ม แต่จะอ่อนแอในระยะต้นกล้า ระยะปักดำ และระยะออกดอก อาการของข้าวที่ได้รับผลกระทบจากดินเค็มคือ อัตราความงอกลดลง แคระแกรน ไม่แตกกอ รากมีการเจริญเติบโตไม่ดี ปลายใบสีขาว บางใบแห้งเป็นแถบๆ เกิดกับใบแก่ก่อนแล้วจึงลามมาที่ใบที่กำลังเจริญเติบโต ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโตและการแตกกอลดลง เมล็ดข้าวลีบ น้ำหนักเมล็ดและโปรตีนในเมล็ดลดลง ผลผลิตต่ำ แต่ไม่มีผลต่อคุณภาพการหุงต้ม คำแนะนำการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม ดังนี้
............... - ปรับรูปแปลงนาด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแบบที่ 1 หรือแบบที่ 2 ทำทางระบายน้ำเพื่อชะล้างเกลือจากแปลงข้าว และปรับระดับดินให้สม่ำเสมอกัน
............... - เมื่อฝนตก ขังน้ำในนา ให้น้ำชะล้างเกลือที่ผิวหน้าดินซึมลงไปในดินชั้นล่าง และระบายน้ำเค็มออกจากนา
............... - ปลูกโสนอัฟริกันเป็นพืชปุ๋ยสดปรับปรุงบำรุงดิน
............... - ใช้อินทรีย์วัตถุปรับปรุงบำรุงดิน เช่น ปุ๋ยคอก แกลบ ฟางข้าว
............... - ใช้พันธุ์ข้าวทนเค็ม คือ ขาวดอกมะลิ 105 กข6 กข15 เหนียวสันป่าตอง ขาวตาแห้ง
............... - ปักดำต้นกล้าข้าวอายุ 30-35 วัน ทำให้อัตราการรอดตายและผลผลิตสูงขึ้น
............... - ปักดำ 6-8 ต้นต่อจับ ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มจำนวนต้นข้าวที่รอดตาย
............... - ใส่ปุ๋ยเคมี 16-16-8 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง คือ ครั้งแรกใส่หลังปักดำ 7-10 วัน ครั้งที่สองใส่ระยะข้าวแตกกอสูงสุด และครั้งที่สามใส่ระยะข้าวกำลังตั้งท้อง ไม่ควรใส่ปุ๋ยรองพื้น เพราะปุ๋ยเคมีจะไปเพิ่มค่าการนำไฟฟ้าในดิน
............... - ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ พด. 2 อัตรา 20 ลิตรต่อไร่แบ่งใส่ 4 ครั้ง คือ ช่วงเตรียมดิน หลังปักดำข้าว 30, 50 และ 60 วัน
............... - ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยว หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ควรคลุมดินด้วยฟาง ไม่ปล่อยให้หน้าดินว่าง เพราะจะทำให้น้ำในดินระเหยพาเกลือกลับขึ้นมาสะสมที่ผิวดิน
.............(2) การปรับรูปแปลงนา
................ ปรับรูปแปลงนาด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำตามความเหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ เพื่อควบคุมระดับน้ำ
................ 2.1 ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำลักษณะแบบที่ 1 ปรับระดับหน้าดินให้สม่ำเสมอ ปรับคัน
นาสูง 0.5 เมตร กว้าง 1.5 เมตร ปลูกต้นไม้ทนเค็ม เช่น สะเดา ยูคาลิปตัส บนคันนา เมื่อฝนตกน้ำฝนที่ขังในนาจะล้างเกลือลงในนาข้าวตามแนวดิ่ง
................ 2.2 ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำลักษณะแบบที่ 2 ปรับระดับหน้าดินในนาให้สม่ำเสมอ ขุดคูรับน้ำเค็มที่ถูกชะล้างจากชั้นหน้าดิน และรักษาระดับน้ำใต้ดินไม่ให้พาเกลือขึ้นมาสะสมที่ดินชั้นบน ปรับคันนาปลูกต้นไม้ทนเค็ม เช่น สะเดา ยูคาลิปตัส
.............(3) การใช้โสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสดปรับปรุงบำรุงดินเค็ม
................ โสนอัฟริกันเป็นพืชตระกูลถั่วที่ทนเค็ม ขึ้นได้ทั้งสภาพน้ำขังและไม่มีน้ำขัง มีปมทั้งที่รากและลำต้น ทำให้สามารถตรึงไนโตรเจนได้จากดินและอากาศ เจริญเติบโตเร็ว ให้มวลชีวภาพสูง ให้ไนโตรเจนปริมาณสูง ง่ายต่อการสับกลบ ช่วยปรับปรุงบำรุงดิน และส่งผลให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นประมาณ 30-35 เปอร์เซ็นต์ และมีส่วนช่วยลดความเค็มของดินโดยทางอ้อม คือ ปรับปรุงคุณสมบัติของดินให้ร่วนซุยโปร่งขึ้น ทำให้การชะล้างเกลือจากหน้าดินลงด้านล่างง่ายขึ้น ความเค็มของดินลดลง วิธีการปลูกโสนอัฟริกันเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ดังนี้
................ - ระยะเวลาปลูก ควรปลูกในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน เพื่อให้โสนอัฟริกันเจริญเติบโตดี และให้มวลชีวภาพสูง
................ - การเตรียมดิน ควรไถพรวน 1 ครั้ง เพื่อให้ดินอยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช หรือหว่านเมล็ดโดยไม่มีการไถพรวน
................ - อัตราเมล็ด 5 กิโลกรัมต่อไร่ เนื่องจากเมล็ดโสนอัฟริกันมีเปลือกหนาและแข็ง ทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกต่ำ ดังนั้นก่อนการปลูกควรแช่เมล็ดโสนในน้ำเดือด 1 นาที แล้วด้วยแช่ในน้ำเย็น เพื่อให้การงอกสม่ำเสมอและรวดเร็ว โรยเมล็ดโสนอัฟริกัน เป็นแถวหรือหว่านให้ทั่วแปลง
................ - โดยทั่วไปจะสับกลบเมื่อโสนอัฟริกันอายุประมาณ 60 วัน หรือระยะเตรียมพื้นที่ปลูกข้าว สามารถปักดำข้าวได้เมื่อมีปริมาณน้ำเพียงพอ
.............(4) การปลูกต้นไม้โตเร็วบนคันนา
................ นาดินเค็มน้อยและเค็มปานกลางมักมีน้ำใต้ดินเค็มอยู่ตื้นใกล้ผิวดิน การปลูกต้นไม้บนคันนาพื้นที่ดินเค็ม เช่น กระถินออสเตรเลีย สะเดา ขี้เหล็ก และยูคาลิปตัส สามารถควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มให้อยู่ที่ความลึกจากผิวดิน คราบเกลือบนผิวดินลดลง และใบไม้ที่ร่วงหล่นบนดินยังเป็นอินทรียวัตถุเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ดินได้
.............(5) การปรับปรุงบำรุงดินเค็มเพื่อปลูกพืชผักทนเค็ม
................ ในพื้นที่ดินเค็มน้อยและเค็มปานกลางที่น้ำไม่ท่วม หรือหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วมีน้ำพอเพียง สามารถปรับปรุงบำรุงดินแล้วปลูกพืชเศรษฐกิจทนเค็มได้ โดยดำเนินการดังนี้
................ 1) ปรับปรุงดินบำรุงด้วยอินทรียวัตถุ คือ แกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด
................ 2) เลือกปลูกพืชทนเค็มที่เหมาะสมกับระดับความเค็มของดิน (ตารางที่ 3) เช่น หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ กุยช่าย แตงแคนตาลูป บล็อคโคลี่ คะน้า
................ 3) ให้น้ำระบบน้ำหยด จะช่วยควบคุมความชื้นดิน ความเค็มดิน และประหยัดน้ำได้ดี
................ 4) ควรมีการคลุมดินหลังปลูกเพื่อรักษาความชื้นและป้องกันการสะสมของเกลือที่ผิวดิน

........1.3 การฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มจัด
.............พื้นที่ดินเค็มจัดอยู่ในที่ลุ่มซึ่งเป็นพื้นที่ให้น้ำ เป็นพื้นที่ว่างเปล่า มีคราบเกลือที่ผิวดิน ปลูกพืชไม่ได้ มีพืชทนเค็มจัดเท่านั้นที่ขึ้นได้ เช่น หนามพุงดอ หนามพรม สามารถฟื้นฟูแก้ไขสภาพเสื่อมโทรมของพื้นที่ดินเค็มจัด เปลี่ยนแปลงพื้นที่ว่างเปล่ามีคราบเกลือให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ โดยวิธีทางวิศวกรรม และวิธีการทางพืช
.............(1) การปลูกพืชชอบเกลือ
................ พืชชอบเกลือคือพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีความเค็มสูง ตัวอย่างเช่นหญ้าดิกซี่เป็นพืชชอบเกลือที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา สามารถปรับตัวในดินเค็มจัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ดี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ดินเค็มจัดประมาณ 0.3 ล้านไร่ การฟื้นฟูดินเค็มจัดโดยวิธีล้างเกลือจากดินเพื่อปลูกพืช มีระบบการชลประทานร่วมกับระบบการระบายนํ้า ต้องลงทุนสูง การปลูกพืชทนเค็มจัดหรือพืชชอบเกลือทำให้ได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินเค็มจัดให้เกิดศักยภาพในการผลิต โดยใช้เป็นอาหารสัตว์และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดดินเค็มจัดแพร่กระจายมากขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนสูงในการล้างเกลือจากดิน
................ กรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มจัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ปี 2542 โดยปรับพื้นที่ด้วยการทำคันดินและคูน้ำเพื่อควบคุมระดับน้ำเค็ม ปลูกต้นไม้ทนเค็มจัดบนคันดิน ปรับปรุงดินในหลุมปลูกบนคันคูและคันดินด้วยปุ๋ยคอกและแกลบ ปลูกพืชทนเค็มจัดเพื่อเป็นพืชนำร่องซึ่งมีทั้งไม้โตเร็วและหญ้าทนเค็ม คือกระถินออสเตรเลียและหญ้าดิกซี สำหรับกิ่งและใบของกระถินออสเตรเลียที่ล่วงหล่นลงไปในดินยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดินด้วย เมื่อสภาพแวดล้อมดีขึ้นสามารถปลูกไม้พื้นเมือง เช่น สะเดา ขี้เหล็ก มะขาม และมะขามเทศ ในบางพื้นที่สามารถกลับมาปลูกข้าวได้อีก
.............(2) การชะล้างเกลือด้วยระบบระบายน้ำใต้ดิน
................ การชะล้างเกลือด้วยระบบระบายน้ำใต้ดิน (Sub-surface drain) สามารถลดความเค็มที่ดินชั้นบนได้รวดเร็วกว่าวิธีการจัดการทางพืช แต่ใช้ต้นทุนสูง และต้องใช้ความรู้พื้นฐานทางวิศวกรรมในการออกแบบให้เหมาะสมกับดินและความลาดเทของพื้นที่
................ หลังการชะล้างเกลือด้วยระบบระบายน้ำใต้ดิน 1 ปี พบว่าเกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้บ้าง เนื่องจากเกลือที่ชั้นดินบริเวณรากข้าวถูกชะล้างออกไปจากระบบ ทางท่อระบายน้ำใต้ดินที่ฝังลึก 1 เมตร

........1.4 การพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการ
.............การจัดการแก้ไขปัญหาดินเค็มจะต้องจัดการในรูปแบบบูรณาการ มีวิธีการแก้ไขปัญหาดินเค็มในพื้นที่อย่างครบวงจร และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กรมพัฒนาที่ดินได้นำประสบการณ์ความรู้ความชำนาญ จากการวิจัยและพัฒนาการจัดการดินเค็ม จัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่ที่มีปัญหาดินเค็มให้เห็นเป็นรูปธรรม เป็นต้นแบบในการลดการแพร่กระจายดินเค็ม เพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่ดินเค็มน้อยและเค็มปานกลาง และแก้ไขฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มจัด โดยเริ่มในปีงบประมาณ 2552 ที่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดขอนแก่น
.............เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ดินเค็มส่วนใหญ่ยากจน ไม่มีทุนและความรู้พอที่จะจัดการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ จำเป็นที่รัฐจะต้องลงทุนขั้นพื้นฐานในการปรับรูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การปรับรูปแบบแปลงนา ที่ประกอบด้วยระบบการชะล้างเกลือ ร่วมกับการทำคันคูเพื่อระบายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อการเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน
.............อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างบูรณาการที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยมีหลายองค์กรเป็นสมาชิก มีการเรียนรู้จากกัน การดูงาน การฝึกอบรม หรืออื่นๆ รวมทั้งขับเคลื่อนความสามารถในการจัดการของท้องถิ่นชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ปฏิบัติผู้ที่จะจัดการพัฒนาอย่างบูรณาการคือชุมชนท้องถิ่น ทางราชการทำหน้าที่สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ปฏิบัติ จะทำให้เกิดความยั่งยืน แนวทางการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการอำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา รายละเอียดดังนี้
.............(1) การจัดทำแผนที่และข้อมูลพื้นฐานของโครงการ
.................กำหนดขอบเขตพื้นที่โครงการ จัดทำแผนที่ความเค็มดินจากการสังเกตจากคราบเกลือบนผิวดิน โดยการสำรวจภาคสนามร่วมกับการแปรภาพถ่ายทางอากาศออร์โธสี มาตราส่วน 1 ต่อ 4000 เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการ
.................ออกแบบและก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อควบคุมทิศทางการไหลและระดับน้ำ เช่น คันดินและคูเบนน้ำ ถนนทางลำเลียงในไร่นา ประชุมชี้แจงเกษตรกรในพื้นที่ดำเนินการให้เข้าใจวัตถุประสงค์ และปรับแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร
.............(2) จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อควบคุมระดับน้ำใต้ดินในนาดินเค็มน้อยถึงปานกลาง
.................ปรับรูปแปลงนาระบบอนุรักษ์ดินและน้ำลักษณะที่ 1 และระบบอนุรักษ์ดินและน้ำลักษณะที่ 2 สร้างทางลำเลียงในไร่นา สร้างระบบท่อระบายน้ำ ปรับปรุงดินปลูกต้นต้นไม้โตเร็ว เช่น ยูคาลิปตัส บนคันคู คันดิน ขอบถนน
.............(3) ฟื้นฟูแก้ไขพื้นที่ดินเค็มจัด
.................ปรับรูปแปลงนาด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำลักษณะที่ 1 ไม่มีระบบคูน้ำ เหมาะกับพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง ปรับรูปแปลงนาด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำลักษณะที่ 2 มีคันดินและคูน้ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำใต้ดินและชะล้างเกลือในพื้นที่ที่มีน้ำขังในฤดูฝน สร้างทางลำเลียงในไร่นา และระบบท่อระบายน้ำ
.............(4) จัดระบบการใช้น้ำบนพื้นที่รับน้ำเพื่อลดระดับน้ำใต้ดินเค็มในพื้นที่ให้น้ำ
.................วิธีการที่ช่วยลดระดับน้ำใต้ดินเค็มในที่ลุ่ม ที่มีสาเหตุมาจากการตัดไม้ทำลายป่าบนพื้นที่เนินรับน้ำ คือการปลูกต้นไม้โตเร็วคืนสู่เนินพื้นที่รับน้ำนั้น ให้ต้นไม้เป็นปั๊มธรรมชาติใช้น้ำฝนที่ตกบนเนิน ไม่ให้มีน้ำส่วนเกินไหลมาเพิ่มเติมน้ำใต้ดินเค็มในที่ลุ่มที่เป็นพื้นที่ให้น้ำ แต่เกษตรกรที่ปลูกพืชไร่ส่วนใหญ่มีรายได้ปีต่อปี ไม่สามารถกลับมาปลูกป่าได้ เพราะกว่าจะมีรายได้จากต้นไม้ต้องรอนานหลายปี
.............นอกจากนี้ ยังมีวิธีการที่ทำให้เกิดการใช้น้ำบนพื้นที่รับน้ำ โดยการพัฒนาน้ำบาดาลบนพื้นที่รับน้ำให้เกษตรกรนำมาใช้ในการเกษตรกรรมลดปริมาณน้ำที่จะไหลไปเพิ่มระดับน้ำใต้ดินเค็มในที่ลุ่ม
.............ปี 2552 และ 2553 กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการเจาะบ่อ ขนาด 2.5 นิ้ว ลึก 30-40 เมตร จำนวน 15 บ่อ และบ่อสังเกตการ 1 บ่อ ให้เกษตรกรนำน้ำใต้ดินบนพื้นที่รับน้ำไปใช้ประโยชน์ทำการเกษตรกรรม เพื่อการควบคุมการแพร่กระจายดินเค็ม ที่บ้านดอนมะเกลือ ตำบลบึงอ้อ อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่เนินที่อยู่ทางทิศใต้ของพื้นที่โครงการฯ มีการใช้ประโยชน์ที่ดินปลูกมันสำปะหลัง ดาวเรือง ข้าวโพด พริก

2. การจัดการแก้ไขฟื้นฟูดินเค็มภาคกลาง

.........
จากสาเหตุของการเกิดและการแพร่กระจายดินเค็มที่ต่างจากภาคอื่นๆ ดังนั้นมาตรการในการจัดการปัญหาดินเค็มภาคกลาง สรุปได้ดังนี้
.........1) ด้านการเกษตรกรรม ควรปลูกพืชให้เหมาะสมกับระดับความเค็มของดิน การปลูกพืชเศรษฐกิจ
ทดแทนการปลูกข้าว เช่น หน่อไม้ฝรั่ง แคนตาลูป บล็อคโคลี่ โดยมีการจัดการที่ดี ได้แก่ การปลูกโดยวิธียกร่องแล้วปลูกตรงตำแหน่งที่หลีกเลี่ยงการสะสมเกลือ การคลุมดินหลังการปลูก การใช้วัสดุปรับปรุงดิน จำพวก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ขี้เถ้าแกลบ กากอ้อย แกลบ เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้พืชได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
.........2) ด้านการชลประทาน ควรมีการใช้น้ำอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพเพียงพอกับความต้องการของพืชนั้นๆ โดยที่การให้น้ำแบบหยด หรือ mini sprinkler เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและควบคุมการสะสมเกลือที่ผิวดิน อย่างไรก็ตามควรให้กับพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง
.........3) ส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม

3. การจัดการแก้ไขฟื้นฟูดินเค็มชายทะเล

.........
ในการปรับปรุงดินเค็มชายทะเล เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรหรือปลูกพืชนั้น ควรพิจารณาการใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับพื้นที่บริเวณนั้นๆ ซึ่งมีมาตรการในการปรับปรุงพื้นที่ดินเค็มชายทะเลแบ่งเป็น 2 กรณี คือ
.........3.1 ปรับปรุงเพื่อการเกษตรกรรม สามารถทำได้โดย
..............(1) การขุดคลองระบายน้ำให้เพียงพอ คลองควรมีความลึก 1.50 เมตร สำหรับไม้ยืนต้น และความลึก 50 ซม. สำหรับการปลูกพืชผัก
..............(2) การล้างดินสามารถทำได้ โดยการนำน้ำจืดเข้ามาชะล้างเกลือ แล้วระบายเกลือออกไป ในกรณีที่ดินมีเกลือโซเดียมสูงๆ ควรใช้ยิปซัมร่วมในการล้างดิน
..............(3) การลดระดับน้ำใต้ดิน โดยวิธีระบายออกหรือสูบออก
..............(4) การคัดเลือกพืชที่เหมาะกับระดับความเค็มของดินมาปลูก โดยดูจากตารางพืชทนเค็ม
..............(5) การใช้วัสดุอินทรีย์ปรับปรุงดิน เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด วัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรม
.........3.2 การปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติ โดยพิจารณาการใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม
..............(1) ป่าชายเลน เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย เป็นระบบนิเวศวิทยาชายฝั่งทะเลที่สำคัญ ฉะนั้นพื้นที่บางแห่งที่เหมาะสม ควรเพิ่มจำนวนพื้นที่ป่าชายเลน
..............(2) นาเกลือ พื้นที่ชายฝั่งทะเลบางแห่งมีน้ำจืดไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก แต่เหมาะสมกับการทำเกลือ ควรจัดให้เป็นพื้นที่สำหรับทำนาเกลือ เช่น สมุทรสงคราม เพชรบุรี
..............(3) ปลูกไม้โตเร็วที่ทนเค็ม เช่น สน
..............(4) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

4. การจัดการดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

.........
พื้นที่ที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมักพบปัญหาความเค็มของดินหรือบางพื้นที่มีปัญหาทั้งดินเค็มและดินเปรี้ยวจัดรวมอยู่ด้วยกัน การนำพื้นที่ดังกล่าวไปปลูกพืชเศรษฐกิจ สามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
.........1) ปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูก โดยล้มคันบ่อปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอสำหรับปลูกข้าว หรือยกเป็นร่องสวนสำหรับปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น
.........2) การล้างดิน โดยใช้น้ำฝนหรือน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติขังในพื้นที่ประมาณ 7 วันเพื่อให้เกลือละลายออกมา แล้วจึงระบายน้ำออกและปฏิบัติเช่นนี้ซ้ำอีก 2-3 ครั้ง ก่อนทำการปลูกพืช
.........3) ใช้วัสดุปรับปรุงดิน เช่น ปูนชนิดต่าง ๆ ในกรณีที่ดินมีความเป็นกรดสูง หรือใส่ยิบซัมในดินเค็มที่เป็นด่าง โดยใส่วัสดุปรับปรุงดิน แล้วบ่ม 7 วัน ก่อนขังน้ำ แล้วทำการล้างดิน 3 ครั้ง
.........4) ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปรับปรุงดิน เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปลูกพืชปุ๋ยสดแล้วสับกลบ
.........5) คัดเลือกพันธุ์พืชทนเค็มมาปลูก
............- ข้าวทนเค็มที่มีคุณภาพสูง ได้แก่พันธุ์ กข7 กข8 ขาวดอกมะลิ 105 เจ๊กกระโดด กอเดี่ยวเบา ขาวซีต้า แดงน้อย ขาวตาอู๋ ขาวตาแห้ง เหนียวสันป่าตอง เป็นต้น
............- ไม้ผลทนเค็ม ได้แก่ ละมุด ทับทิม ฝรั่ง มะพร้าว เป็นต้น
............- ผัก ได้แก่ มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม ผักบุ้งจีน กะเพรา และชะอม เป็นต้น

   
สรุปและข้อเสนอแนะ
......... มาตรการจัดการแก้ไขปัญหาดินเค็ม มีดังนี้
.........  1) การป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม ควบคุมไม่ให้เกิดพื้นที่ดินเค็มเพิ่มขึ้น หรือมีความรุนแรงมากขึ้น โดยพิจารณาจากสาเหตุการเกิดดินเค็มในแต่ละพื้นที่
.........  2) การเพิ่มผลผลิตพืชในพื้นที่ดินเค็มน้อย-เค็มปานกลาง โดยใช้เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน การใช้พันธุ์พืชทนเค็ม การเขตกรรมที่เหมาะสม
.........  3) การแก้ไขลดระดับความเค็มดินในพื้นที่ดินเค็มจัดที่ไม่สามารถปลูกพืชได้ สามารถทำได้ด้วยวิธีการทางวิศวกรรม ชะล้างเกลือออกจากบริเวณรากพืช และวิธีการจัดการทางพืช
.........  4) การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ดินเค็มจัด เนื่องจากดินมีเกลือมากเกินไปพืชขึ้นไม่ได้ สามารถฟื้นฟูสภาพเสื่อมโทรมของพื้นที่ได้โดยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก ด้วยการปลูกหญ้าชอบเกลือและต้นไม้ทนเค็มจัด พืชเหล่านี้มีความสามารถพิเศษปรับตัวเจริญเติบโตปกคลุมพื้นที่ว่างเปล่ามีคราบเกลือได้ และยังใช้ประโยชน์เป็นหญ้าเลี้ยงสัตว์และเป็นฟืนได้ และทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น
.........  อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูดินเค็มควรใช้แนวทางเกษตรกรมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ฝึกอบรมเกษตรกรให้มีความรู้ในเรื่องการจัดการดินเค็มในระดับเกษตรกร และเสริมสร้างทัศนคติของเกษตรกรในการช่วยกันป้องกันการแพร่กระจาย และฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการช่วยรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมในพื้นที่ดินเค็ม และเมื่อสิ้นสุดโครงการควรมอบพื้นที่ให้องค์การบริหารส่วนตำบลรับผิดชอบในการดูแลรักษา
   
ติดต่อสอบถาม
......... กลุ่มวิจัยและพัฒนาการจัดการดินเค็ม กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน โทรศัพท์ 02-561-4513