การจัดการปัญหาดินในพื้นที่ลาดชัน
..ความหมายของดิน
..ลักษณะของดิน
..สภาพปัญหาของดิน
..การแจกกระจายพื้นที่ดิน
..การใช้ประโยชน์พื้นที่ในปัจจุบัน
..แนวทางการจัดการดิน
..สรุปและข้อเสนอแนะ
..สอบถามเพิ่มเติม
   
ความหมายของดิน
.........  พื้นที่สูงในประเทศไทยครอบคลุมเนื้อที่ 67.22 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 53 ของพื้นที่สูงใน 20 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน แพร่ น่าน ลำปาง ตาก เพชรบูรณ์ พิษณุโลก เลย สุโขทัย กำแพงเพชร กาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี ซึ่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2548 ให้ความหมายของพื้นที่สูงไว้ว่า “พื้นที่ที่เป็นภูเขา หรือพื้นที่ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลห้าร้อยเมตรขึ้นไป หรือพื้นที่ที่อยู่ระหว่างพื้นที่สูงตามที่คณะกรรมการกำหนด”(สวพส., 2550) หรือเป็นบริเวณพื้นที่ซึ่งมีความลาดชันโดยเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 35 ซึ่งพื้นที่ตั้งชุมชนบนพื้นที่สูงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร เขตอุทยานแห่งชาติและเขตป่าสงวน ทำให้หน่วยงานของรัฐเข้าไปดำเนินงานได้ไม่ทั่วถึง นอกจากนี้พื้นที่สูงยังคงมีปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย และการบุกรุกทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพื้นที่ลาดชันเชิงซ้อนที่มีความลาดชันมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่บริเวณนี้ยังไม่มีการศึกษา สำรวจและจำแนกดิน เนื่องจากสภาพพื้นที่มีความลาดชันสูง ซึ่งถือว่ายากต่อการจัดการดูแลรักษาสำหรับการเกษตร
   
ลักษณะของดิน
......... อยู่ในพื้นที่ภูเขาและเทือกเขาซึ่งมีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 35 ลักษณะและสมบัติของดินที่พบไม่แน่นอน มีทั้งดินลึกและดินตื้น ลักษณะของเนื้อดินและความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของหินต้นกำเนิดในบริเวณนั้น มักมีเศษหิน ก้อนหิน หรือหินโผล่กระจัดกระจายทั่วไป ส่วนใหญ่ยังปกคลุมด้วยป่าไม้ประเภทต่างๆ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังหรือป่าดงดิบชื้น หลายแห่งมีการทำไร่เลื่อนลอยโดยปราศจากมาตรการในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน จนบางแห่งเหลือแต่หินโผล่ การสูญเสียมวลดินจากการชะล้างพังทลาย โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีความลาดชันทำให้เกิดการสูญเสียหน้าดินที่มีธาตุอาหารพืชและอินทรียวัตถุในดิน ตลอดจนโครงสร้างของดินจนส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์และความสามารถในการให้ผลผลิตของดินลดลง ถึงระดับที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งปัญหาการจัดการที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับสมรรถนะที่ดิน การใช้ที่ดินโดยปราศจากการบำรุงรักษา รวมถึงการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อขยายพื้นที่การเกษตรโดยไม่มีการควบคุม ล้วนแต่ส่งผลต่อความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและที่ดินอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์
......... สำหรับการสูญเสียดินจากกระบวนการชะล้างพังทลายของดิน พบว่าเกิดขึ้นอยู่ทั่วไปในทุกประเทศ ทั้งในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ต้นน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความลาดชันและไม่มีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดินนี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง สำหรับอัตราการสูญเสียดินในพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศไทย ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินรายงานว่ามีอัตราการสูญเสียดินสูงสุดในช่วง 20-40 ตันต่อไร่ต่อปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในทางพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายจะเกิดการสูญเสียดินที่รุนแรงทั้งอัตราและปริมาณ ซึ่งมีการประเมินการสูญเสียดินในรูปของมูลค่าธาตุพืชในตะกอนดินที่ถูกชะล้างไปทั่วประเทศ ในรูปของปุ๋ยจะมีมูลค่าสูงถึง 8,468 ล้านบาทต่อปี แสดงให้เห็นมูลค่าของทรัพยากรดินที่สูญเสียไปจากพื้นที่อย่างต่อเนื่องเมื่อไม่มีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ดังนั้นการใช้เลือกใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ให้เหมาะสมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
   
สภาพปัญหาของดิน

......... มีความลาดชันสูงมาก ในพื้นที่ทำการเกษตรจะเกิดการชะล้างพังทลายสูญเสียหน้าดินอย่างรุนแรง ขาดแคลนน้ำและบางพื้นที่อาจพบชั้นหินพื้นหรือเศษหินกระจัดกระจายอยู่บริเวณหน้าดิน ในปี 2543-45 กรมพัฒนาที่ดินได้มีการศึกษาและจัดทำแผนที่การชะล้างพังทลายและการสูญเสียดิน รายงานว่าประเทศไทย มีเนื้อที่ 320,696,887 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-50 ตันต่อไร่ต่อปี โดยภาคใต้มีการสูญเสียดินสูงกว่าภาคอื่น คือ พื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-50 ตันต่อไร่ต่อปี ขณะที่ภาคเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-38 ตันต่อไร่ต่อปี ภาคกลางพื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-17 ตันต่อไร่ต่อปี ภาคตะวันออกพื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-16 ตันต่อไร่ต่อปี ภาคตะวันตกมีการสูญเสียดินระหว่าง 0-10 ตันต่อไร่ต่อปี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการสูญเสียดินต่ำสุด คือ พื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-4 ตันต่อไร่ต่อปี จำแนกชั้นความรุนแรงของการสูญเสียดินทั้งประเทศได้ดังนี้

พื้นที่ราบ (ที่ราบลำน้ำ ที่ลาดเชิงเขา และเนินเขา มีความลาดชันไม่เกิน 35 เปอร์เซ็นต์)
......... ชั้น 1 การสูญเสียดินน้อย มีเนื้อที่ 170,218,977 ไร่ คิดเป็น 53.08 เปอร์เซ็นต์
......... ชั้น 2 การสูญเสียดินปานกลาง มีเนื้อที่ 42,912,444 ไร่ คิดเป็น 13.38 เปอร์เซ็นต์
......... ชั้น 3 การสูญเสียดินรุนแรง มีเนื้อที่ 9,789,226 ไร่ คิดเป็น 3.05 เปอร์เซ็นต์
......... ชั้น 4 การสูญเสียดินรุนแรงมาก มีเนื้อที่ 689,699 ไร่ คิดเป็น 0.22 เปอร์เซ็นต์
......... ชั้น 5 การสูญเสียดินรุนแรงมากที่สุด มีเนื้อที่ 2,271,340 ไร่ คิดเป็น 0.71 เปอร์เซ็นต์
......... รวมพื้นที่ราบ 225,881,686 ไร่ คิดเป็น 70.44 เปอร์เซ็นต์

พื้นที่สูง (ภูเขาและที่ลาดหุบเขา พื้นที่มีความลาดชันมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์)
......... ชั้น 1H การสูญเสียดินน้อย มีเนื้อที่ 41,601,024 ไร่ คิดเป็น 12.97 เปอร์เซ็นต์
......... ชั้น 2H การสูญเสียดินปานกลาง มีเนื้อที่ 25,712,650 ไร่ คิดเป็น 8.02 เปอร์เซ็นต์
......... ชั้น 3H การสูญเสียดินรุนแรง มีเนื้อที่ 14,231,885 ไร่ คิดเป็น 4.43 เปอร์เซ็นต์
......... ชั้น 4H การสูญเสียดินรุนแรงมาก มีเนื้อที่ 2,667,582 ไร่ คิดเป็น 0.83 เปอร์เซ็นต์
......... ชั้น 5H การสูญเสียดินรุนแรงมากที่สุด มีเนื้อที่ 10,602,060 ไร่ คิดเป็น 3.31 เปอร์เซ็นต์
......... รวมพื้นที่สูง 94,815,201 ไร่ คิดเป็น 29.56 เปอร์เซ็นต์
......... รวมพื้นที่ประเทศ 320,696,887 ไร่ คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์

หมายเหต
....- การสูญเสียดินน้อยมาก มีค่า 0-2 ตันต่อไร่ต่อปี
......... .......- การสูญเสียดินน้อย มีค่า 2-5 ตันต่อไร่ต่อปี
......... .......- การสูญเสียปานกลาง มีค่า 5-20 ตันต่อไร่ต่อปี
......... .......- การสูญเสียรุนแรง มีค่า 20-100 ตันต่อไร่ต่อปี
......... .......- การสูญเสียรุนแรงมาก มีค่ามากกว่า 100 ตันต่อไร่ต่อปี

   
การแจกกระจายพื้นที่ดิน

......... ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินบนพื้นที่สูงปัจจุบันทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นทุกปี ดินที่พบบริเวณพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงมีลักษณะและสมบัติของดินที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอิทธิพลของปัจจัยการกำเนิดดิน กรมพัฒนาที่ดินได้สำรวจและพบว่า กลุ่มชุดดินที่ 26 27 29 30 31 34 35 36 39 45 46 47 48 50 51 53 55 และ 56 มีลักษณะและสมบัติของดินที่สามารถถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่มชุดดินที่ 62 ซึ่งเป็นกลุ่มชุดดินที่มีความลาดชันสูง พบมากในภาคเหนือ ในพื้นที่ภูเขาและเทือกเขาที่มีความลาดชันมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ (สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน, 2548) จึงเกิดปัญหาและข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นที่สูงเพื่อการเกษตร ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญคือ ก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรง ซึ่งหากไม่มีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมจะทำให้เกิดการสูญเสียดินสูงถึง 8-50 ตันต่อไร่ต่อปี (พิทักษ์และคณะ, 2535)

   
การใช้ประโยชน์พื้นที่ในปัจจุบัน
  ......... ดินในพื้นที่ลาดชันนี้ไม่ควรนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เนื่องจากมีปัญหาหลายประการที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ ควรสงวนไว้เป็นป่าธรรมชาติเพื่อรักษาแหล่งต้นน้ำลำธาร
......... 1) พื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้างราบเรียบ (0-2 เปอร์เซ็นต์)
............ อย่าปล่อยให้เกิดร่องขึ้นลงตามความลาดเทของพื้นที่ หากมีรอยร่องน้ำพยายามลบหรือกลบรอยที่พบเห็นในพื้นที่ให้หมดไป มีการไถพรวนดินตามแนวระดับโดยดินจะต้องไม่แห้งหรือแฉะจนเกินไป และใช้มาตรการวิธีพืช เช่น การปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชตามแนวระดับ เป็นต้น บำรุงดินโดยไถกลบเศษพืช และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน
......... 2) พื้นที่ลูกคลื่นลอนลาดเล็กน้อย (2-5 เปอร์เซ็นต์)
............  มีการไถพรวนที่เหมาะสมและปลูกพืชตามแนวระดับ ทำคันดินเก็บกักน้ำและคันดินฐานแคบร่วมกับการปลูกพืชคลุมดินบนคันดิน โดยควรปลูกพืชประเภทไม้พุ่มบำรุงดิน 2 แถวคู่ หรือปลูกหญ้าเป็นแถบกว้างประมาณ 1-2 เมตร ขวางความลาดชันไปตามแนวระดับ โดยให้แต่ละแถบห่างกัน 8-10 เมตร
.........  3) ลูกคลื่นลอนลาด (5-12 เปอร์เซ็นต์)
............. ใช้มาตรการวิธีกลโดยทำคันดินเบนน้ำ คันดินฐานกว้าง คันชะลอความเร็วของน้ำ ทำทางลำเลียงในไร่นา ทางระบายน้ำ มีการยกร่องตามแนวระดับ เป็นต้น นอกจากปฏิบัติตามคำแนะนำทั่วไปแล้ว ควรจัดระบบการปลูกพืชให้ดี โดยยึดหลักการว่าควรมีพืชขึ้นปกคลุมตลอดทั้งปี
.........  4) ลูกคลื่นลอนชัน (12-20 เปอร์เซ็นต์)
............ พื้นที่ลาดชันมากขึ้นจำเป็นต้องมีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เข้มข้นยิ่งขึ้น
............- ถ้าเป็นพื้นที่มีดินดี ดินลึกและมีน้ำชลประทานตลอดปี ก็ควรทำเป็นคันดินแบบขั้นบันไดสำหรับการปลูกพืชล้มลุกที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง
............- ถ้าเป็นพื้นที่ที่ดินเลว ดินตื้น ก็ไม่ควรปลูกพืชไร่หรือพืชล้มลุก ควรปลูกไม้ยืนต้น และควรทำคันคูรอบเขาเพื่อระบายน้ำด้วย ส่วนในกรณีที่เกษตรกรมีความต้องการจะปลูกพืชแซมระหว่างต้นก่อนพืชจะโต ไม่ควรมีการไถพรวนในพื้นที่ที่มีความลาดเทสูงเช่นนี้ ควรใช้วิธีปลูกพืชแบบไม่ไถพรวน
............- หรือถ้าจะใช้พื้นที่นั้นสำหรับเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ก็ควรทำคันดินหรือคันคูรอบเขาไว้ระบายน้ำ โดยจำเป็นต้องหาทางและจุดที่จะระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้ดีและเพียงพอด้วย
............- ถ้าปลูกพืชไร่บนขั้นบันไดดินก็ปฏิบัติตามคำแนะนำทั่วๆไป แต่ถ้าปลูกไม้ยืนต้นควรปลูกพืชคลุมดินและใช้ปุ๋ยหมักบำรุงดินด้วย
.........  5) เนินเขา (20-35 เปอร์เซ็นต์)
............พื้นที่เนินเขาควรทำมาตรการวิธีกลที่เข้มข้น คือ คันดินรับน้ำรอบเขา ซึ่งมีวิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับในพื้นที่ลูกคลื่นลอนชัน (12-20%) ส่วนมาตรการทางพืช ใช้วิธีปฏิบัติตามคำแนะนำทั่วไป อาทิ ปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชปุ๋ยสด ปลูกพืชสลับเป็นแถบ ปลูกพืชหมุนเวียน ปลูกพืชแซม ปลูกพืชเหลื่อมฤดู การปลูกพืชระหว่างแถบไม้พุ่มบำรุงดิน คันซากพืชแถบหญ้า เช่น หญ้าแฝก หญ้ารูซี่ กระถินกับถั่วมะแฮะ ไม้บังลม
.........  6) พื้นที่ลาดชันเชิงซ้อนหรือที่ลาดชันสูง (35 เปอร์เซ็นต์)
............สำหรับในพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพทางการเกษตร ปล่อยไว้ให้เป็นป่าตามธรรมชาติ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งต้นน้ำลำธาร ควรรักษาไว้ให้เป็นสวนป่า สร้างสวนป่าหรือใช้ปลูกไม้ใช้สอยโตเร็ว ในกรณีที่จำเป็นต้องนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จำเป็นต้องมีการศึกษาดินก่อน เพื่อให้ทราบถึงความเหมาะสมของดินสำหรับการปลูกพืช โดยมีการใช้ประโยชน์ที่ดินในเชิงอนุรักษ์หรือวนเกษตร ในบริเวณพื้นที่ที่เป็นดินลึกและสามารถพัฒนาแหล่งน้ำได้ การอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ทำคันดินแบบขั้นบันไดดินสำหรับไม้ผลเพื่อลดความยาวของความลาดชันออกเป็นช่วงๆ สร้างคันดินเบนน้ำขนาดใหญ่ไว้ตอนบนสุดของพื้นที่ เพื่อเบนน้ำที่ไหลบ่าจากพื้นที่ด้านบนไปยังทางระบายน้ำ ทำคูรับน้ำขอบเขาเพื่อลดความยาวของความลาดชัน และปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาขั้นบันไดดินและดักตะกอนที่ไหลมากับน้ำ สำหรับในพื้นที่สูง (ระดับความสูง ๗๐๐ เมตรขึ้นไป) พื้นที่สูงของไทยเป็นต้นน้ำลำธารที่สำคัญ โดยพื้นที่สูงที่มีพื้นที่ลาดเทเกินกว่า 35 เปอร์เซ็นต์สงวนไว้เพื่อปลูกป่าในพื้นที่ต้นน้ำลำธารเท่านั้น ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์พื้นที่นี้ ต้องใช้มาตรการวิธีพืชและวิธีกลผสมผสาน เช่น การทำขั้นบันไดดิน การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำและปรับปรุงบำรุงดิน การจัดการดินเฉพาะหลุมไม้ผล หรือทำเกษตรอินทรีย์บนที่สูงสำหรับไม้เศรษฐกิจเมืองหนาว เป็นต้น
   
แนวทางการจัดการดิน

.........การจัดการดินในพื้นที่ลาดชัน ควรนำหลักการอนุรักษ์ดินและน้ำเข้ามาปฏิบัติในพื้นที่ การอนุรักษ์ดิน (soil conservation) หมายถึงการ ปฏิบัติต่อดินด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามเพื่อจุดมุ่งหมายที่จะรักษา ดินให้มีความสามารถในการ ให้ผลผลิตสูงสุดและได้นานที่สุด เป็นการใช้ดินอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและบำรุงรักษา ให้ใช้ได้นานๆโดยมิให้ดินเกิดการช้างพังทลายของดิน การอนุรักษ์น้ำ (Water conservation) หมายถึง การป้องกันปัญหาที่พึงจะเกิดขึ้นกับน้ำ และการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การปลูกป่า การพัฒนาแหล่งน้ำ การใช้น้ำอย่างประหยัด การอนุรักษ์ดินและน้ำ (soil and water conservation) หมายถึง การใช้ทรัพยากรดินและน้ำอย่างเหมาะสม ด้วยวิธีชาญฉลาด คุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และมีความยั่งยืน การอนุรักษ์ดินและน้ำจะลดการชะล้างพังทลายของดิน โดยการเลือกใช้ “มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ (soil and water Conservation Measure)” ซึ่งเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อใช้ป้องกันและรักษาดินไม่ให้ถูกชะล้างพังทลายทั้งบนพื้นที่ที่มีความลาดเทต่ำจนถึงพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง เพื่อป้องกันดินไม่ให้หลุดออกโดยการตกกระทบของเม็ดฝนและลม เพื่อลดปริมาณน้ำไหลบ่าเพื่อควบคุมหรือชะลอความเร็วของน้ำไหลบ่า และเพิ่มอัตราการไหลซึมของน้ำลงในดิน

มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ
.........ความลาดชันเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน ดังนั้น มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำจึงผันแปรไปตามความลาดชัน ตั้งแต่ลักษณะพื้นที่ราบ พื้นที่ดอน และพื้นที่สูง ซึ่งมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ใช้กันสามารถแบ่งออกตามลักษณะของมาตรการได้เป็น 2 ประเภท คือ มาตรการวิธีกล (Mechanical Measures) และมาตรการวิธีพืช (Vegetative Measures) การเลือกใช้มาตรการใด ควรพิจารณาลักษณะดิน ภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน ตลอดจนการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเลือกวิธีการผสมผสานมาตรการให้เหมาะสมเพื่อให้การทำการเกษตรเกิดความยั่งยืน มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำจะเสริมให้การอนุรักษ์ดินและน้ำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

.........มาตรการวิธีกล เป็นวิธีการปรับสภาพของพื้นที่เพื่อลดความยาวและความลาดเทของพื้นที่เพื่อลดความสามารถในการเคลื่อนย้ายตะกอนดิน โดยการสร้างสิ่งกีดขวางความลาดเทของพื้นที่และทิศทางการไหลของน้ำ เพื่อช่วยควบคุมน้ำไหลบ่าหน้าดิน ลดและชะลอความเร็วของกระแสน้ำ วิธีการนี้ต้องใช้เทคนิคความรู้ แรงงาน เครื่องมือและงบประมาณสูง มาตรการวิธีกล ประกอบด้วย การไถพรวนตามแนวระดับ การไถพรวนน้อยครั้ง การไม่ไถพรวน การไถพรวนดินล่าง การไถพรวนดินล่าง การยกร่องปิดหัวท้าย การยกร่องตามแนวระดับ การยกแปลงและขุดร่องไปตามแนวระดับ การทำร่องน้ำตามแนวระดับ คันดิน คันดินฐานกว้าง คันดินฐานแคบ คันดินรับน้ำรูปครึ่งวงกลม คันดินรับน้ำรูปสี่เหลี่ยมคางหมู คันดินเบนน้ำ ขั้นบันไดดิน ขั้นบันไดดินแบบระดับ ขั้นบันไดดินแบบเอียงเข้า ขั้นบันไดดินแบบลาดเอียงออก ขั้นบันไดดินสำหรับไม้ผล คูรับน้ำรอบเขา ฐานปลูกไม้ผลเฉพาะต้น คันชะลอความเร็วของน้ำ ทางระบายน้ำ ทางระบายน้ำที่สร้างด้วยวัสดุถาวร ทางระบายน้ำที่มีการปลูกหญ้า สิ่งก่อสร้างชะลอความเร็ว ของน้ำในทางระบายน้ำ บ่อดักตะกอน บ่อน้ำในไร่นา ทางลำเลียงในไร่นา และถนนเชื่อมโยงในไร่นา ซึ่งการใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีกลให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปัจจัยต่างๆ ดังแสดงในตาราง


แบบมาตรฐานการอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีกลของกรมพัฒนาที่ดิน
......... กรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดแบบมาตรฐานระบบอนุรักษ์ดินและน้ำไว้หลายวิธี ดังนี้
......... 1) คันดินมาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดิน
............ กรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดมาตรฐานของคันดินออกเป็น 6 แบบ ได้แก่ คันดินเบนน้ำ (Diversion) คันดินเก็บกักน้ำ (Absorption Bank) คันดินฐานกว้าง (Broad Based Terrace) คันดินฐานแคบ (Narrow Based Terrace) คันคูรับน้ำรอบเขา (Hillside Ditch) และคันคูรับน้ำรอบเขาที่ใช้กับพื้นที่ที่มีความลาดเทมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้คันดินแต่ละแบบนั้นผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบของคันดินให้เหมาะสมกับสภาพพื้นต่างๆ ได้ โครงสร้างมาตรฐานของคันดินแต่ละแบบ มีดังนี้
............ (1) แบบที่ 1 คันดินเบนน้ำ ใช้เพื่อป้องกันน้ำไหลบ่าลงสู่พื้นที่เกษตรกรรม เหมาะกับพื้นที่ที่มีความลาดเทไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ มีปริมาตรดินขุด-ถม ประมาณ 2.4 ลูกบาศก์เมตรต่อเมตร


............................  ปริมาตรดินขุด = 1/2(ผลบวกของด้านคู่ขนาน) x สูง x ความยาว(คิด 1 เมตร) ม. 3 /ม.
............................................... = 1/2(ฐานล่าง+ฐานบน) x สูง x ความยาว (คิด 1 เมตร) ม. 3/ม.
............................................... = 1/2(4.00+2.00 )x 0.8x1 ม.3/ม.

............ (2) คันดินแบบที่ 2 เป็นคันดินเก็บกักน้ำ ควรใช้กับพื้นที่ดินร่วนปนทราย มีความลาดเทประมาณ 3-15 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ 1.2 ลูกบาศก์เมตร/เมตร

............................  ปริมาตรดินขุด = 1/2 x ฐาน x สูง
............................................... = 1/2 x 3.00 x 0.80 x 1 (คิดความยาว 1 เมตร)

............ (3) คันดินแบบที่ 3 เป็นคันดินฐานกว้าง ควรใช้กับพื้นที่ดินร่วนปนทราย มีความลาดเทไม่เกิน 8 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ 1.5 ลูกบาศก์เมตร/เมตร

............................  ปริมาตรดินขุด = 1/2 x ฐาน x สูง
............................................... = 1/2 x 5.00 x 0.60 x 1 (คิดความยาว 1 เมตร)

............ (4) คันดินแบบที่ 4 เป็นคันดินฐานแคบ ควรใช้กับพื้นที่ดินร่วนปนทรายที่มีความลาดเทประมาณ 3-15 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ 0.6 ลูกบาศก์เมตรต่อเมตร

............................  ปริมาตรดินขุด = 1/2 x ฐาน x สูง
............................................... = 1/2 x 2.00 x 0.60 x 1 (คิดความยาว 1 เมตร)

............ (5) คันดินแบบที่ 5 เป็นคันคูรับน้ำรอบเขา ควรใช้กับพื้นที่ที่มีความลาดเทไม่เกิน 35 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ 0.3 ลูกบาศก์เมตร/เมตร

............................  ปริมาตรดินขุด = 1/2 x ฐาน x สูง
............................................... = 1/2 x 1.00 x 0.60 x 1 (คิดความยาว 1 เมตร)

............ (6) คันดินแบบที่ 6 คันคูรับน้ำรอบเขาควรใช้กับพื้นที่ ๆ มีความลาดเทมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ 0.2 ลูกบาศก์เมตร/เมตร

............................  ปริมาตรดินขุด = 1/2 x ฐาน x สูง
............................................... = 1/2 x 0.75 x 0.534 x 1 (คิดความยาว 1 เมตร)

......... 2) การปรับรูปแปลงนา 3 ลักษณะของกรมพัฒนาที่ดิน
............ กรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดลักษณะของการปรับปรุงแปลงนาในเขตหมู่บ้านพัฒนาที่ดิน เพื่อให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3 ลักษณะ ดังนี้
............ (1) การปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 1 เป็นคันดินที่สร้างขึ้นโดยให้ระดับของคันดินอยู่ระดับเดียวกัน เน้นให้มีการปลูกข้าวแบบเดิม แต่กำหนดให้มีการปรับโครงสร้างให้มีคันดินเพิ่มขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อเก็บกักน้ำที่ไหลบ่ามาไว้เป็นช่วงๆ มีลักษณะเหมือนคันนา บนคันนาสามารถปลูกพืชชนิดต่างๆ ได้ ความสูงและความกว้างของคันนาหรือคันดินจะผันแปรไปตามลักษณะดิน พื้นที่ดินและลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาหรือปริมาณน้ำที่จะเก็บกักหรือระบายออก



............ (2) การปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 2 เน้นการปลูกข้าวร่วมกับไม้ผลชนิดอื่นๆ เพื่อกักเก็บน้ำ ระบายน้ำและส่งน้ำ จะเน้นให้มีการปลูกข้าวร่วมกับไม้ผลชนิดอื่นๆ ทำการปรับโครงสร้างแปลงนาให้มีร่องน้ำโดยการขุดดินทำเป็นคูแล้วเอาดินนั้นขึ้นมาทับถมเป็นคันดิน ร่องน้ำที่ขุดมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บกักน้ำ ระบายน้ำและส่งน้ำในแปลงปลูกพืช ส่วนบนคันดินยังสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร ความลึกและความกว้างของคูที่จะขุดดินขึ้นมาถมเป็นคันจะผันแปรไปตามลักษณะดิน

............ (3) การปรับรูปแปลงนาในลักษณะที่ 3 เป็นการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากการทำนาเป็นการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดยการขุดดินขึ้นให้เป็นคูน้ำทั้งสองด้านแล้วนำดินนั้นมาถมเป็นคันดิน วัตถุประสงค์เพื่อเก็บกักน้ำและระบายน้ำในพื้นที่ราบและราบลุ่ม บนคันดินสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ไม้ผล-ไม้ยืนต้นแบบแถวเดียว ขนาดของร่องปลูกไม้ผลจะผันแปรไปตามลักษณะดิน การปรับรูปแปลงนาลักษณะนี้สามารถออกแบบต่อเนื่องทำเป็นแปลงใหญ่ๆ ได้



.........มาตรการวิธีพืช เป็นการเพิ่มความหนาแน่นของพืช การคลุมดินป้องกันเม็ดฝนกระทบผิวดิน ตลอดจนการปรับปรุงบำรุงดิน ลงทุนต่ำ เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้เอง โดยใช้พืชตระกูลถั่ว หญ้าเลี้ยงสัตว์หรือหญ้าธรรมชาติ ปลูกเป็นแถบขวางความลาดเทของพื้นที่ หรือปลูกคลุมดิน หรือการใช้ระบบการปลูกพืชแบบผสมผสาน เพื่อลดความแรงของเม็ดฝน ดักตะกอนดิน และชะลอความเร็วของน้ำ มาตรการวิธีพืช ประกอบด้วย การปลูกพืชคลุมดิน การคลุมดิน การปลูกพืชปุ๋ยสด การปลูกพืชสลับเป็นแถบ การปลูกพืชสลับเป็นแถบไปตามแนวระดับ การปลูกพืชสลับเป็นแถบไปตามท้องไร่ การปลูกพืชสลับเป็นแถบขวางทางลม การปลูกพืชตามแนวแก้แถบ การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชแซม การปลูกพืชเหลื่อมฤดู การปลูกพืชระหว่างแถบไม้พุ่มบำรุงดิน คันซากพืช แถบหญ้าเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ การปลูกหญ้าเพื่อบำรุงรักษาคูรับน้ำขอบเขา การปลูกหญ้าเพื่อบำรุงรักษาเชิงลาดด้านนอกของขั้นบันไดดิน และไม้บังลม สภาพพื้นที่และปัจจัยประกอบที่เหมาะสมสำหรับมาตรการวิธีพืชแต่ละชนิด ดังแสดงในตาราง


.........มาตรการวิธีกลร่วมกับมาตรการวิธีพืชที่เหมาะสมตามความลาดชัน
.........ความลาดชันของพื้นที่นับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในกระบวนการชะล้างพังทลายของดิน ซึ่งแบ่งได้เป็น 6 ระดับ คือ พื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้างราบเรียบ (0-2 เปอร์เซ็นต์) ลูกคลื่นลอนลาดเล็กน้อย (2-5 เปอร์เซ็นต์) ลูกคลื่นลอนลาด (5-12 เปอร์เซ็นต์) ลูกคลื่นลอนชัน (12-20 เปอร์เซ็นต์) เนินเขา (20-35 เปอร์เซ็นต์) และพื้นที่ลาดชันเชิงซ้อนหรือที่ลาดชันสูง (?35 เปอร์เซ็นต์) เมื่อความลาดชันมากขึ้นอัตราการชะล้างพังทลายของดินจะมากขึ้นด้วย เนื่องจากน้ำไหลบ่าหน้าดินได้รวดเร็วและรุนแรง จึงไม่ควรปลูกพืชในพื้นที่ที่มีความลาดชันเกินกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ หากต้องการปลูกพืชในพื้นที่ลาดชันจะต้องมีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อชะลอการสูญเสียหน้าดิน การใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำทั้งมาตรการวิธีกลและมาตรการวิธีพืชที่เหมาะสมตามความลาดชัน ซึ่งนอกจากพิจารณาระดับความลาดชันของพื้นที่เป็นสำคัญแล้ว ยังได้พิจารณาสมบัติของดิน อาทิ เนื้อดิน ความลึกของดิน การระบายน้ำ ฯลฯ ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำไหลบ่า การใช้ประโยชน์ที่ดิน รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 3

 
สรุปและข้อเสนอแนะ

......... ความลาดชันของพื้นที่นับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในกระบวนการชะล้างพังทลายของดิน ซึ่งแบ่งได้เป็น 6 ระดับ คือ 1) พื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้างราบเรียบ (0-2 เปอร์เซ็นต์) 2) ลูกคลื่นลอนลาดเล็กน้อย (2-5 เปอร์เซ็นต์) 3) ลูกคลื่นลอนลาด (5-12 เปอร์เซ็นต์) 4) ลูกคลื่นลอนชัน (12-20 เปอร์เซ็นต์) 5) เนินเขา (20-35 เปอร์เซ็นต์) 6) พื้นที่ลาดชันเชิงซ้อนหรือที่ลาดชันสูง (35 เปอร์เซ็นต์) เมื่อความลาดชันมากขึ้นอัตราการชะล้างพังทลายของดินก็มากขึ้น จำเป็นต้องมีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อชะลอการสูญเสียหน้าดิน โดยมีทั้งมาตรการวิธีกลและมาตรการวิธีพืชที่เหมาะสม ส่วนดินที่อยู่ในบริเวณภูเขาที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 35 ส่วนมากจะมีเศษหินอยู่ในบริเวณนั้น ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ทางการเพาะปลูกหรือทางการเกษตร ส่วนใหญ่อยู่ในเขตลุ่มน้ำชั้น 1 ดังนั้นควรเก็บสงวนหรือรักษาไว้ให้คงสภาพเป็นป่าไม้เพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร หรือเขตป่าอนุรักษ์อื่นๆ เนื่องจากพื้นที่ส่วนนี้มีลักษณะและคุณสมบัติที่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินได้ง่ายและรุนแรง ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรเป็นการใช้ประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์หรือทางด้านวนเกษตร

   
ติดต่อสอบถาม

......... กลุ่มวิจัยและพัฒนาการอนุรักษ์ดินและน้ำ กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน โทรศัพท์ 02-579-1908