.........การจัดการดินในพื้นที่ลาดชัน
ควรนำหลักการอนุรักษ์ดินและน้ำเข้ามาปฏิบัติในพื้นที่ การอนุรักษ์ดิน
(soil conservation) หมายถึงการ ปฏิบัติต่อดินด้วยวิธีการใดๆ
ก็ตามเพื่อจุดมุ่งหมายที่จะรักษา ดินให้มีความสามารถในการ ให้ผลผลิตสูงสุดและได้นานที่สุด
เป็นการใช้ดินอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและบำรุงรักษา
ให้ใช้ได้นานๆโดยมิให้ดินเกิดการช้างพังทลายของดิน การอนุรักษ์น้ำ
(Water conservation) หมายถึง การป้องกันปัญหาที่พึงจะเกิดขึ้นกับน้ำ
และการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์
ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การปลูกป่า การพัฒนาแหล่งน้ำ การใช้น้ำอย่างประหยัด
การอนุรักษ์ดินและน้ำ (soil and water conservation) หมายถึง
การใช้ทรัพยากรดินและน้ำอย่างเหมาะสม ด้วยวิธีชาญฉลาด คุ้มค่า
เกิดประโยชน์สูงสุด และมีความยั่งยืน การอนุรักษ์ดินและน้ำจะลดการชะล้างพังทลายของดิน
โดยการเลือกใช้ มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ (soil and water Conservation
Measure) ซึ่งเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างเหมาะสม
เพื่อใช้ป้องกันและรักษาดินไม่ให้ถูกชะล้างพังทลายทั้งบนพื้นที่ที่มีความลาดเทต่ำจนถึงพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง
เพื่อป้องกันดินไม่ให้หลุดออกโดยการตกกระทบของเม็ดฝนและลม เพื่อลดปริมาณน้ำไหลบ่าเพื่อควบคุมหรือชะลอความเร็วของน้ำไหลบ่า
และเพิ่มอัตราการไหลซึมของน้ำลงในดิน
มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ
.........ความลาดชันเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน
ดังนั้น มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำจึงผันแปรไปตามความลาดชัน ตั้งแต่ลักษณะพื้นที่ราบ
พื้นที่ดอน และพื้นที่สูง ซึ่งมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ใช้กันสามารถแบ่งออกตามลักษณะของมาตรการได้เป็น
2 ประเภท คือ มาตรการวิธีกล (Mechanical Measures) และมาตรการวิธีพืช
(Vegetative Measures) การเลือกใช้มาตรการใด ควรพิจารณาลักษณะดิน
ภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน ตลอดจนการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเลือกวิธีการผสมผสานมาตรการให้เหมาะสมเพื่อให้การทำการเกษตรเกิดความยั่งยืน
มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำจะเสริมให้การอนุรักษ์ดินและน้ำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
.........มาตรการวิธีกล
เป็นวิธีการปรับสภาพของพื้นที่เพื่อลดความยาวและความลาดเทของพื้นที่เพื่อลดความสามารถในการเคลื่อนย้ายตะกอนดิน
โดยการสร้างสิ่งกีดขวางความลาดเทของพื้นที่และทิศทางการไหลของน้ำ
เพื่อช่วยควบคุมน้ำไหลบ่าหน้าดิน ลดและชะลอความเร็วของกระแสน้ำ
วิธีการนี้ต้องใช้เทคนิคความรู้ แรงงาน เครื่องมือและงบประมาณสูง
มาตรการวิธีกล ประกอบด้วย การไถพรวนตามแนวระดับ การไถพรวนน้อยครั้ง
การไม่ไถพรวน การไถพรวนดินล่าง การไถพรวนดินล่าง การยกร่องปิดหัวท้าย
การยกร่องตามแนวระดับ การยกแปลงและขุดร่องไปตามแนวระดับ การทำร่องน้ำตามแนวระดับ
คันดิน คันดินฐานกว้าง คันดินฐานแคบ คันดินรับน้ำรูปครึ่งวงกลม
คันดินรับน้ำรูปสี่เหลี่ยมคางหมู คันดินเบนน้ำ ขั้นบันไดดิน
ขั้นบันไดดินแบบระดับ ขั้นบันไดดินแบบเอียงเข้า ขั้นบันไดดินแบบลาดเอียงออก
ขั้นบันไดดินสำหรับไม้ผล คูรับน้ำรอบเขา ฐานปลูกไม้ผลเฉพาะต้น
คันชะลอความเร็วของน้ำ ทางระบายน้ำ ทางระบายน้ำที่สร้างด้วยวัสดุถาวร
ทางระบายน้ำที่มีการปลูกหญ้า สิ่งก่อสร้างชะลอความเร็ว ของน้ำในทางระบายน้ำ
บ่อดักตะกอน บ่อน้ำในไร่นา ทางลำเลียงในไร่นา และถนนเชื่อมโยงในไร่นา
ซึ่งการใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีกลให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปัจจัยต่างๆ
ดังแสดงในตาราง

แบบมาตรฐานการอนุรักษ์ดินและน้ำวิธีกลของกรมพัฒนาที่ดิน
......... กรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดแบบมาตรฐานระบบอนุรักษ์ดินและน้ำไว้หลายวิธี
ดังนี้
......... 1)
คันดินมาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดิน
............ กรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดมาตรฐานของคันดินออกเป็น
6 แบบ ได้แก่ คันดินเบนน้ำ (Diversion) คันดินเก็บกักน้ำ (Absorption
Bank) คันดินฐานกว้าง (Broad Based Terrace) คันดินฐานแคบ (Narrow
Based Terrace) คันคูรับน้ำรอบเขา (Hillside Ditch) และคันคูรับน้ำรอบเขาที่ใช้กับพื้นที่ที่มีความลาดเทมากกว่า
35 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้คันดินแต่ละแบบนั้นผู้ใช้สามารถปรับรูปแบบของคันดินให้เหมาะสมกับสภาพพื้นต่างๆ
ได้ โครงสร้างมาตรฐานของคันดินแต่ละแบบ มีดังนี้
............ (1)
แบบที่ 1 คันดินเบนน้ำ ใช้เพื่อป้องกันน้ำไหลบ่าลงสู่พื้นที่เกษตรกรรม
เหมาะกับพื้นที่ที่มีความลาดเทไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ มีปริมาตรดินขุด-ถม
ประมาณ 2.4 ลูกบาศก์เมตรต่อเมตร

............................
ปริมาตรดินขุด = 1/2(ผลบวกของด้านคู่ขนาน) x สูง x ความยาว(คิด
1 เมตร) ม. 3 /ม.
............................................... =
1/2(ฐานล่าง+ฐานบน) x สูง x ความยาว (คิด 1 เมตร) ม. 3/ม.
............................................... =
1/2(4.00+2.00 )x 0.8x1 ม.3/ม.
............ (2)
คันดินแบบที่ 2 เป็นคันดินเก็บกักน้ำ ควรใช้กับพื้นที่ดินร่วนปนทราย
มีความลาดเทประมาณ 3-15 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ
1.2 ลูกบาศก์เมตร/เมตร

............................
ปริมาตรดินขุด = 1/2 x ฐาน x สูง
............................................... =
1/2 x 3.00 x 0.80 x 1 (คิดความยาว 1 เมตร)
............ (3)
คันดินแบบที่ 3 เป็นคันดินฐานกว้าง ควรใช้กับพื้นที่ดินร่วนปนทราย
มีความลาดเทไม่เกิน 8 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ
1.5 ลูกบาศก์เมตร/เมตร

............................
ปริมาตรดินขุด = 1/2 x ฐาน x สูง
............................................... =
1/2 x 5.00 x 0.60 x 1 (คิดความยาว 1 เมตร)
............ (4)
คันดินแบบที่ 4 เป็นคันดินฐานแคบ ควรใช้กับพื้นที่ดินร่วนปนทรายที่มีความลาดเทประมาณ
3-15 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ 0.6 ลูกบาศก์เมตรต่อเมตร

............................
ปริมาตรดินขุด = 1/2 x ฐาน x สูง
............................................... =
1/2 x 2.00 x 0.60 x 1 (คิดความยาว 1 เมตร)
............ (5)
คันดินแบบที่ 5 เป็นคันคูรับน้ำรอบเขา ควรใช้กับพื้นที่ที่มีความลาดเทไม่เกิน
35 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ 0.3 ลูกบาศก์เมตร/เมตร

............................
ปริมาตรดินขุด = 1/2 x ฐาน x สูง
............................................... =
1/2 x 1.00 x 0.60 x 1 (คิดความยาว 1 เมตร)
............ (6)
คันดินแบบที่ 6 คันคูรับน้ำรอบเขาควรใช้กับพื้นที่ ๆ มีความลาดเทมากกว่า
35 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรดิน ขุด-ถม ประมาณ 0.2 ลูกบาศก์เมตร/เมตร

............................
ปริมาตรดินขุด = 1/2 x ฐาน x สูง
............................................... =
1/2 x 0.75 x 0.534 x 1 (คิดความยาว 1 เมตร)
......... 2)
การปรับรูปแปลงนา 3 ลักษณะของกรมพัฒนาที่ดิน
............ กรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดลักษณะของการปรับปรุงแปลงนาในเขตหมู่บ้านพัฒนาที่ดิน
เพื่อให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3
ลักษณะ ดังนี้
............ (1)
การปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 1 เป็นคันดินที่สร้างขึ้นโดยให้ระดับของคันดินอยู่ระดับเดียวกัน
เน้นให้มีการปลูกข้าวแบบเดิม แต่กำหนดให้มีการปรับโครงสร้างให้มีคันดินเพิ่มขึ้น
วัตถุประสงค์เพื่อเก็บกักน้ำที่ไหลบ่ามาไว้เป็นช่วงๆ มีลักษณะเหมือนคันนา
บนคันนาสามารถปลูกพืชชนิดต่างๆ ได้ ความสูงและความกว้างของคันนาหรือคันดินจะผันแปรไปตามลักษณะดิน
พื้นที่ดินและลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาหรือปริมาณน้ำที่จะเก็บกักหรือระบายออก

............ (2)
การปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 2 เน้นการปลูกข้าวร่วมกับไม้ผลชนิดอื่นๆ
เพื่อกักเก็บน้ำ ระบายน้ำและส่งน้ำ จะเน้นให้มีการปลูกข้าวร่วมกับไม้ผลชนิดอื่นๆ
ทำการปรับโครงสร้างแปลงนาให้มีร่องน้ำโดยการขุดดินทำเป็นคูแล้วเอาดินนั้นขึ้นมาทับถมเป็นคันดิน
ร่องน้ำที่ขุดมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บกักน้ำ ระบายน้ำและส่งน้ำในแปลงปลูกพืช
ส่วนบนคันดินยังสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร
ความลึกและความกว้างของคูที่จะขุดดินขึ้นมาถมเป็นคันจะผันแปรไปตามลักษณะดิน

............ (3)
การปรับรูปแปลงนาในลักษณะที่ 3 เป็นการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากการทำนาเป็นการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น
โดยการขุดดินขึ้นให้เป็นคูน้ำทั้งสองด้านแล้วนำดินนั้นมาถมเป็นคันดิน
วัตถุประสงค์เพื่อเก็บกักน้ำและระบายน้ำในพื้นที่ราบและราบลุ่ม
บนคันดินสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ไม้ผล-ไม้ยืนต้นแบบแถวเดียว
ขนาดของร่องปลูกไม้ผลจะผันแปรไปตามลักษณะดิน การปรับรูปแปลงนาลักษณะนี้สามารถออกแบบต่อเนื่องทำเป็นแปลงใหญ่ๆ
ได้

.........มาตรการวิธีพืช
เป็นการเพิ่มความหนาแน่นของพืช การคลุมดินป้องกันเม็ดฝนกระทบผิวดิน
ตลอดจนการปรับปรุงบำรุงดิน ลงทุนต่ำ เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้เอง
โดยใช้พืชตระกูลถั่ว หญ้าเลี้ยงสัตว์หรือหญ้าธรรมชาติ ปลูกเป็นแถบขวางความลาดเทของพื้นที่
หรือปลูกคลุมดิน หรือการใช้ระบบการปลูกพืชแบบผสมผสาน เพื่อลดความแรงของเม็ดฝน
ดักตะกอนดิน และชะลอความเร็วของน้ำ มาตรการวิธีพืช ประกอบด้วย
การปลูกพืชคลุมดิน การคลุมดิน การปลูกพืชปุ๋ยสด การปลูกพืชสลับเป็นแถบ
การปลูกพืชสลับเป็นแถบไปตามแนวระดับ การปลูกพืชสลับเป็นแถบไปตามท้องไร่
การปลูกพืชสลับเป็นแถบขวางทางลม การปลูกพืชตามแนวแก้แถบ การปลูกพืชหมุนเวียน
การปลูกพืชแซม การปลูกพืชเหลื่อมฤดู การปลูกพืชระหว่างแถบไม้พุ่มบำรุงดิน
คันซากพืช แถบหญ้าเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ การปลูกหญ้าเพื่อบำรุงรักษาคูรับน้ำขอบเขา
การปลูกหญ้าเพื่อบำรุงรักษาเชิงลาดด้านนอกของขั้นบันไดดิน และไม้บังลม
สภาพพื้นที่และปัจจัยประกอบที่เหมาะสมสำหรับมาตรการวิธีพืชแต่ละชนิด
ดังแสดงในตาราง

.........มาตรการวิธีกลร่วมกับมาตรการวิธีพืชที่เหมาะสมตามความลาดชัน
.........ความลาดชันของพื้นที่นับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในกระบวนการชะล้างพังทลายของดิน
ซึ่งแบ่งได้เป็น 6 ระดับ คือ พื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้างราบเรียบ
(0-2 เปอร์เซ็นต์) ลูกคลื่นลอนลาดเล็กน้อย (2-5 เปอร์เซ็นต์)
ลูกคลื่นลอนลาด (5-12 เปอร์เซ็นต์) ลูกคลื่นลอนชัน (12-20 เปอร์เซ็นต์)
เนินเขา (20-35 เปอร์เซ็นต์) และพื้นที่ลาดชันเชิงซ้อนหรือที่ลาดชันสูง
(?35 เปอร์เซ็นต์) เมื่อความลาดชันมากขึ้นอัตราการชะล้างพังทลายของดินจะมากขึ้นด้วย
เนื่องจากน้ำไหลบ่าหน้าดินได้รวดเร็วและรุนแรง จึงไม่ควรปลูกพืชในพื้นที่ที่มีความลาดชันเกินกว่า
35 เปอร์เซ็นต์ หากต้องการปลูกพืชในพื้นที่ลาดชันจะต้องมีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อชะลอการสูญเสียหน้าดิน
การใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำทั้งมาตรการวิธีกลและมาตรการวิธีพืชที่เหมาะสมตามความลาดชัน
ซึ่งนอกจากพิจารณาระดับความลาดชันของพื้นที่เป็นสำคัญแล้ว ยังได้พิจารณาสมบัติของดิน
อาทิ เนื้อดิน ความลึกของดิน การระบายน้ำ ฯลฯ ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำไหลบ่า
การใช้ประโยชน์ที่ดิน รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 3

|