ขณะที่ยังมีอีกหนึ่งความพยายามจาก ดร.วิลาส ซาโลกี หัวหน้าแผนกระบบเกษตรและวิศวกรรม วิทยาลัยสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรและการพัฒนา สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) ที่ได้แนะนำระบบการปลูกข้าวน้ำน้อย หรือ SRI (System of Rice Intensification) ซึ่งเป็นเทคนิคปลูกข้าวรูปแบบใหม่ ที่ใช้ต้นกล้าน้อยลง ใช้น้ำน้อยลง แต่ให้ผลผลิตมากขึ้น เพื่อมาช่วยเหลือเกษตรกร อาชีพที่ได้รับผลกระทบต่อภัยแล้งมากที่สุด โดยเทคนิคการปลูกข้าวน้ำน้อย หรือ SRI นี้ เริ่มพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2526 ที่ประเทศมาดากัสกา ก่อนจะขยายไปใน 34 ประเทศทั่วโลก และในประเทศไทยได้เริ่มมีการพัฒนาการปลูกข้าวน้ำน้อยที่จังหวัดร้อยเอ็ดแล้ว

สำหรับการปลูกข้าวรูปแบบเดิมนั้น ชาวนาจะปล่อยให้ต้นกล้าอยู่ในแปลงจนมีอายุ 20-30 วัน แล้วจึงย้ายไปปักดำในนาข้าว แต่เทคนิคการปลูกข้าวน้ำน้อย จะย้ายกล้าอ่อนตั้งแต่อายุเพียง 8-12 วันเท่านั้น และปลูกข้าวแบบถี่ขึ้นโดยปักดำกอละ 1 ต้น เว้นระยะห่าง 10 นิ้ว ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้ข้าวแตกหน่อมากที่สุดถึง 40 ต้น ขณะที่เทคนิคแบบเดิมจะให้ข้าวแตกกอเพียง 25 ต้นเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่ต้องคอยผันน้ำเข้านาให้ต้นข้าวแช่ในน้ำด้วย เพราะการปลูกข้าวแบบใหม่จะปลูกไว้จนน้ำแห้งดินแตกระแหง จึงค่อยผันน้ำเข้าในนาข้าวอีกครั้ง เท่ากับว่า การทำนาแบบเดิมที่ใช้น้ำถึง 3-5 พันลิตรต่อข้าวเปลือก 1 กิโลกรัม แต่การทำนารูปแบบใหม่ใช้น้ำน้อยกว่าถึง 2 ใน 3 และยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวอีกด้วย เพราะจากปกติที่มักจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 25-40 กิโลกรัมต่อไร่ ก็เหลือเพียง 200 กรัมต่อไร่ แถมยังได้ผลผลิตมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากที่มีการระบุไว้ในงานวิจัยว่า การปลูกข้าวน้ำน้อย สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 2 เท่า แต่ตัวเลขผลผลิตอาจมีคลาดเคลื่อนบ้าง ตามสภาพภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว ปุ๋ย และปัจจัยอื่น ๆ ที่แตกต่างกัน

แน่นอนว่า เทคนิคการปลูกข้าวแบบน้ำน้อยนั้น เป็นหนึ่งในคำตอบที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้ แต่ทว่า ทางออกของปัญหาที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง คงไม่ใช่การเปลี่ยนเทคนิคการปลูกข้าวเพื่อเกษตรกรที่เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ หรือสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น ๆ อีกสัก 100 เขื่อน ก็คงไม่ได้ช่วยให้พวกเรามีน้ำใช้มากขึ้นแต่อย่างใด อีกทั้งปัญหาภัยแล้งก็เป็นปัญหาที่พวกเราล้วนร่วมกันก่อขึ้น ดังนั้นทุกคนควรรับผิดชอบร่วมกัน และทางแก้ปัญหาภัยแล้งที่ดีที่สุด ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จากความร่วมมือร่วมใจของทุก ๆ คน ที่จะหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างจิตสำนึกช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ เลิกก่อปัญหาให้กับสภาพแวดล้อม รวมทั้งยังต้องช่วยกันพัฒนาต้นน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อรักษาความสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด

ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ "ภัยแล้ง" ก็ยังคงเป็นผลตอบแทนที่ธรรมชาติส่งกลับคืนมา ให้มนุษย์ผู้รุกราน ต้องคอยแก้ไขปัญหานี้ต่อไปอย่างไม่รู้จบ ...

 

หน้าก่อน | หน้าถัดไป

 

กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 02-562-5100
Land Development Department, Bangkok, Thailand.

Copyright @ Land Development Department 2010