| |
|
การดำเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เป็นการดำเนินชีวิตแบบปกติธรรมดา โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องเริ่มต้นสร้างความพอเพียงให้เกิดขึ้น
ในการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลก่อน ทั้งการสร้างความรู้ ความสามารถ การพัฒนาสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น
การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ใช้ชีวิตตามกำลังความสามารถของตัวเอง
ต้องคิดใช้เหตุผล ประมาณตนเองให้เป็นหากจำเป็นต้องมีหนี้สิน ควรเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้
หรือเป็นประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัวและต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น
มีความพยายามมากขึ้น ขยันมากขึ้น ต้องใช้สติปัญญา สร้างภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิต
โดยตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานการทำความดี ต้องพัฒนาตนเองให้มีความสามัคคี
ความรู้ คิดพิจารณาให้ดี อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ยึดหลักคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต
ความถูกต้อง ความดีงามเพราะความถูกต้องและความดีงามจะนำมาซึ่งความมั่นคงทางสังคมและความสุขในจิตใจ
ในการทำงานและปฏิบัติหน้าที่ จะต้องตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนในการเป็นผู้ให้บริการแก่สังคม
และร่วมเสริมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม
และอยู่ร่วมกับระบบนิเวศได้อย่างสมดุล มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต
มีสติยั้งคิด ใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐานของความมีเหตุมีผล
พอประมาณกับศักยภาพและสถานภาพของแต่ละบุคคลในแต่ละสถานการณ์ และหมั่นเสริมสร้างความรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ควรสั่งการหรือชี้นำประชาชนชุมชนมากเกินไป
แต่ควรสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชนสามารถช่วยตนเอง กำหนดทิศทางการพัฒนาหรือแผนงาน
กิจกรรมที่ยืนอยู่บนขาตนเอง พึ่งพาตนเองได้ แล้วให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
มาช่วยสนับสนุนให้แผนงาน กิจกรรมนี้เป็นจริงขึ้นมาตามหลักการพัฒนา ช่วยเหลือประชาชน
ชุมชนเพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้ การร่วมกับผู้อื่นต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
มีแรงงานคือช่วยกันทำงาน มีสมองคือช่วยกันคิด ใช้ความรู้ ความสามารถ
ความถนัด ความเชี่ยวชาญของตนเอง ในการในการพัฒนางานและแนะนำผู้อื่น เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน
คำนึงถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่นต่อส่วนรวม ย่อมนำมาซึ่งความปรองดองสามัคคี
อยู่ร่วมกัน ช่วยกันพัฒนาให้ก้าวหน้าอันเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีขององค์กรและสังคม
|
| แนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของข้าราชการไทย
สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ อาชีพ ข้าราชการ
นับเป็นอาชีพ ที่มีเกียรติ ประชาชนคาดหวังในการให้บริการและประสิทธิผลในงานของข้าราชการไว้สูง
อันเนื่องมาจากตราบอดีตจนปัจจุบัน ข้าราชการ
นับเป็นผู้ได้ทำงานให้บริการและรับใช้ประชาชน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เท่ากับรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ...พระองค์ทรงมีอาชีพ
ทำราชการ ส่วนข้าราชการ คือ ผู้รับสนองพระองค์มาทำให้สำเร็จลุล่วง...
งานราชการจึงเป็นงานที่มีเกียรติ เรียกว่า รับราชการ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรักประชาชน การทำงานราชการ เป็นการกระทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน
ดังนั้น อาชีพ ข้าราชการ ในทุกชาติ ทุกสังคม
จึงถูกคาดหวังจากประชาชนในชาติว่าจะประพฤติตนอย่างซื่อสัตย์ รับผิดชอบ
เสียสละ ยึดความถูกต้องเป็นธรรม เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชน ข้าราชการจึงจำเป็นต้องมีพฤติกรรมทางจริยธรรมสูงในการทำงาน
คือ จะต้องเป็นคนดี และคนเก่งไปพร้อมกัน จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเต็มกำลังความสามารถ
ด้วยอุดมคติ ด้วยความเข้มแข็งเสียสละ และระมัดระวังให้การทุกอย่างในหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้อง
และเที่ยงตรงเป็นกลาง ด้วยความระลึกรู้ตัวอยู่เสมอว่า การปฏิบัติตัวปฏิบัติงานของตน
มีผลเกี่ยวเนื่องถึงประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองและของประชาชนทุกคน ส่วนในแง่ของการปฏิบัติงานนั้น
ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ให้เหมาะสมและสอดคล้องตามเป้าประสงค์ของชีวิต
ยึดหลัก 4 ป. ดังนี้ |
1. |
โปร่งใส ในการปฏิบัติราชการ
เรื่องความโปร่งใสเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ เพราะภารกิจสำคัญของรัฐ คือ
เพื่อประโยชน์ส่วนรวม |
2. |
เป็นธรรม พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่กล่าวไว้ข้างต้น มีความตอนหนึ่งว่า การปฏิบัติต้องระมัดระวัง
ให้การทุกอย่างในหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้อง และเที่ยงตรงเป็นกลาง
ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็นหลักยึดในการปฏิบัติราชการ |
3. |
ประหยัด ต้องตระหนักไว้เสมอว่า
สิ่งที่ดำเนินการอยู่ เป็นเงินภาษีของประชาชน อยู่ได้เพราะได้รับความไว้วางใจ
และประชาชนเชื่อว่าระบบราชการจะสนองตอบต่อประโยชน์ส่วนรวม |
4. |
ประสิทธิภาพ ทุกส่วนราชการทุกหน่วยได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
ซึ่งประสิทธิภาพเป็นส่วนที่ได้รับการปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นเรื่องที่น่านิยมและสมควรแก่การยกย่องและควรดำเนินการสืบเนื่องต่อไป |
| |
|
| การปรับใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในระบบราชการนั้น
ควรใช้ทั้ง ๔ ป. จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไป |
| |
|
..........................................................................
อ้างอิงจากบทความของ นางสาว นางสาวจารุพร ฉันทวิเศษกุล |
| |
|