“วิสุทธ์” เสนอแผนจัดการน้ำทั้งระบบในภาคเหนือ แนะสร้างแหล่งกักเก็บน้ำกันแล้ง-น้ำท่วมและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ทำหน่วยงานบริหารจัดการน้ำร่วมทั้งรัฐ เอกชน เอ็นจีโอ ครวญนักการเมือง ออก กม.เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาลุ่มน้ำ
เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2554 นายวิสุทธิ์ ไชยอรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 กล่าวถึงแผนการจัดการน้ำเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งว่า ตนสังเกตจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปีนี้ คิดว่าสาเหตุหนึ่งมาจากน้ำฝนที่มีมากกว่าทุกปี และน้ำจากลุ่มน้ำใหญ่และลุ่มน้ำสาขาในภาคเหนือ ทั้งแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ยังมีแหล่งกักเก็บน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะต้นน้ำในภาคเหนือควรจะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กหรือแก้มลิง เพื่อกักเก็บน้ำให้มากขึ้นพร้อมทั้งทำการศึกษาระบบการจัดการน้ำ ป้องกันเรื่องของภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นการเก็บกักหรือระบายน้ำที่รู้จริงเป็นผู้บริหารอย่างมืออาชีพ
นอกจากการก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำตามลำน้ำสำคัญต่างๆในภาคเหนือแล้ว ก็ต้องอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำของลำน้ำต่างๆ ก็ต้องทำควบคู่ไปด้วยเพราะจากสถานการณ์ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า ปริมาณน้ำมหาศาลส่วนใหญ่เคลื่อนตัวจากแม่น้ำทางภาคเหนือ ซึ่งหากมีการจัดการน้ำที่เป็นระบบมากกว่านี้ ความเสียหายอาจจะไม่มาเยือนประชาชนในหลายพื้นที่อย่างหนักหนาเช่นนี้
นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ทางออกหนึ่งที่ตนอยากเสนอคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องน้ำ หรือผู้รู้ ผู้ทรงภูมิเรื่องนี้ ควรต้องมีระบบการบริหารจัดการน้ำร่วมกัน โดยไม่เพียงเสนอความคิดแต่ต้องร่วมมือทำด้วย เพื่อให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติและยังมีแนวทางที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ประชาชน รัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่มีความรู้เรื่องน้ำไม่ถกเถียงกันให้เปล่าประโยชน์ แต่ในประเด็นการถกควรต้องนำมาเป็นประเด็นให้เกิดการร่วมงานอย่างเป็นรูปธรรม คือการเถียงที่เกิดประโยชน์ เพราะตนคิดว่าทุกฝ่ายมีความหวังดีต่อประเทศและชาวไทยเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อวิพากษ์วิจารณ์ได้ ก็ต้องนำเสนอทางออกร่วมกันด้วย
แต่สิงที่เป็นปัญหาสำหรับการพัฒนาและการจัดการน้ำแต่ละลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน คือนักการเมืองที่ออกกฎหมายให้เกิดความยุ่งยาก เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการน้ำ จนทำให้หน่วยงานหรือภาคส่วนต่างๆที่จะมาทำงานร่วมกันไม่สามารถฟันฝ่ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคได้ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งตามมาเป็นประจำทุกปี เช่นการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ทางภาคเหนือที่ควรเหมาะสมจะสร้าง แต่ต้องติดขัดกับข้อกฎหมายบางข้อ ทำให้ประชาชนเสียโอกาสตามไปด้วย ดังนั้นการจัดการเรื่องน้ำทุกฝ่าย ทั้งรัฐ ประชาชนและNGO ต้องร่วมกันศึกษาและวางระบบอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ภัยแล้งรุนแรงขึ้นมาในอนาคตได้อีกา
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 24 พ.ย. 2554 |