จัดรูปที่ดิน “เขื่อนแควน้อย” งานล้อมคอกสงครามแย่งน้ำ


เมื่อถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นผู้ใหญ่จำลองบอกว่าเมื่อเริ่มต้นโครงการก็มีปัญหาบ้าง  คือชาวบ้านไม่เข้าใจเรื่องการจัดรูปที่ดินและการปฏิรูปที่ดินไม่เหมือนกัน  จึงมีการอธิบายให้เข้าใจ  “สิ่งที่เราอธิบายคือ  ตอนนี้ชาวนาในหมู่ที่  1  และ2  ได้รับผลกระทบจากเรื่องน้ำ  คือไม่มีน้ำทำนา  เมื่อไม่มีน้ำก็ปลูกข้าวไม่ได้ผลเต็มที่จึงต้องมีการเวนคืนที่เพื่อจัดสร้างทางน้ำและถนนหนทาง  เมื่อเข้าใจแล้วปัญหาก็ไม่มี  และยิ่งเวลานี้หลังจัดรูปที่ดิน  ชาวบ้านพอใจมาก  เมื่อก่อนยังไม่มีคลองส่งน้ำ  จะทำนาได้ครั้งเดียวต่อปี  แต่พอมีคลองส่งน้ำเขาสามารถนาได้หลายครั้ง  ทำนาปีแล้วทำนาปรังและหลังจากนั้นจะเปลี่ยนทำพืชไร่หลังนา  แบบพูดง่ายๆเลยว่า  ไม่ได้เป็นพืชนา  แต่เป็นพืชสดบำรุงดิน  พืชไร่หลังนาก็จะเป็นข้าวโพดไว้เลี้ยงสัตว์ได้และกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  โรคระบาดของพืชด้วย”
“ปีนี้เป็นปีแรกที่เราได้ทำนากันแบบเม็ดเต็มหน่วย”  ผู้ใหญ่จำลองกล่าวว่า  และว่า  ที่จริงแล้ว  ยังอยากให้มีการจัดรูปที่ดินเพิ่มขึ้นอีก  และเรื่องที่อยากจะฝากให้รัฐบาลช่วยเหลือคือ  การตลาด  การรับซื้อข้าวและสนใจในราคาข้าวด้วย  โครงการจัดรูปที่ดินใน จ.พิษณุโลก  เริ่มดำเนินการจัดรูปที่ดินไปพร้อมๆกับการที่รัฐบาลลงทุนก่อสร้างเขื่อนทดน้ำนเรศวร  ตั้งแต่ปี  พ.ศ.  2519-2526  เพื่อปิดกั้นแม่น้ำน่านที่บ้านหาดใหญ่  ต.พรหมพิราม  อ.พรหมพิราม    จ.พิษณุโลก  และได้ก่อสร้างระบบชลประทานหลัก  โดยขุดคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาแม่น้ำน่าน  คลองซอย  และคลองแยกซอย  สามารถส่งน้ำในพื้นที่ประมาณ  579,000  ไร่  ในเขตท้องที่  3  จังหวัด  ได้แก่  จ.พิษณุโลก  พิจิตร  และนครสวรรค์ตอนบน
สำหรับใน  จ.พิษณุโลก  มีการจัดทำโครงการจัดรูปที่ดินบนแปลงตัวอย่างขึ้นเป็นครั้งแรกในปี  พ.ศ.  2519  ที่  ต.พลายชุมพล  อ.พรหมพิราม    จ.พิษณุโลก  ในพื้นที่โครงการส่วนน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล  อ.พรหมพิราม    จ.พิษณุโลก  ในพื้นที่โครงการส่วนน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล  ประมาณ  2,400  ไร่ เป็นการจัดรูปที่ดินประเภทพัฒนาสมบูรณ์แบบทั้งหมด
การจัดรูปที่ดินจึงเหมาะสม  และมักถูกใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกที่ต่อเนื่องจากการพัฒนาระบบชลประทานหลัก  ที่ได้จัดสร้างระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่สายย่อยไว้แล้ว  เพื่อลำเลียงน้ำส่งไปยังแปลงเกษตรกรรมได้อย่างทั่วถึง
โดยหลักการจัดรูปที่ดินเจ้าของที่ดินยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเดิม  เพียงแต่ต้องสละที่ดินบางส่วน  ไม่เกินร้อยละ  7  เพื่อใช้สำหรับก่อสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์ที่ใช้ร่วมกัน  เช่น คูส่งน้ำ  คูระบายน้ำ  ถนนหรือทางลำเลียง  ซึ่งจะช่วยเร่งรัดการเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้แก่เกษตรกร
เป็นการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างลงตัวเพื่อความสุขของส่วนร่วม

หน้าก่อน

 

กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 02-562-5100
Land Development Department, Bangkok, Thailand.

Copyright @ Land Development Department 2010