ความเสื่อมโทรมของที่ดินในประเทศไทย นับวันจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อันมีผลมาจากสาเหตุดังนี้
1. ชนิดของดิน ได้แก่ดินเนื้อหยาบ พวกดินทรายที่มีเนื้อดินเป็นดินทรายหยาบ ดินทราย ดินทรายปนดินร่วน ตั้งแต่ผิวดินถึงลึกมากกว่า 1 เมตร ที่มีกำเนิดมาจากการสลายตัวของหินทราย ดินทรายละเอียดถึงทรายแป้งที่กำเนิดมาจากลมหอบ (loess) ดินทรายชายทะเลที่กำเนิดจากลมและคลื่นทะเลดินเหล่านี้มีการอุ้มน้ำต่ำ มีการชะล้างพังทลายสูง มีปริมาณแร่ธาตุอาหารตามธรรมชาติต่ำสภาพความเป็นกรดจัด pH ประมาณ 4.5-5.5 นอกจากนั้นเป็นดินปนกรวด ลูกรังที่กำเนิดจาการสะสมปริมาณเหล็กมากเกิดจากกระบวนการเพิ่มออกซิเจนและลดออกซิเจนที่มีน้ำเป็นตัวการ ดินชนิดนี้จะมีการชะล้างพังทลายสูง ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดินมักจะเป็นกรดจัด pH 4.5-5.5 ดินเค็มที่กำเนิดจาการละลายของชั้นหินเกลือที่อยู่ใต้ผิวดินขึ้นมาแพร่กระจายบริเวณผิวดินที่เป็นน้ำไปถึงทำให้เกิดคราบเกลือในฤดูแล้งที่แห้งจาการละเหยของน้ำออกไป
ดินที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ พบทั่วไปในทุกภาคของประเทศ แต่ส่วนใหญ่พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นแปลงใหญ่ เป็นที่ดินที่ไม่ค่อยเหมาะสมสำหรับการทำเกษตรกรรม แต่ถ้ามีการจัดการอย่างเหมาะสม โดยยึดถือหลักสมดุลในระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ ก็จะไม่ทำให้ดินเสื่อมโทรม
2. การใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสมกับคุณสมบัติของดินและที่ดิน เช่น การปลูกข้าวทำนาบนพื้นที่ดอนและดินเป็นทรายมากข้าวจะเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากดินไม่สามารถอุ้มน้ำทำให้พืชได้ใช้ ดินเค็มควรหาพืชชนิดทนเค็มมาปกคลุมดิน และใช้ประโยชน์ทำนาเฉพาะพื้นที่ต่ำที่มีน้ำสนับสนุน น้ำจะเป็นตัวละลายเกลือให้ออกไปจากพื้นที่
3. การทำลายสมดุลของระบบนิเวศ สมดุลในระบบนิเวศ หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ความสัมพันธ์นี้ต่างต้องมีบทบาทและหน้าที่อย่างชัดเจน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ครบวงจร
องค์ประกอบของระบบนิเวศ ประกอบด้วย
- องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต ได้แก่ ดิน ที่มีส่วนประกอบของ อินทรีย์สาร เช่น แร่ธาตุ คาร์บอน น้ำ แสงแดด และอุณหภูมิฯลฯ
- องค์ประกอบที่มีชีวิต ได้แก่ ผู้ผลิตคือพืช ผู้บริโภคคือมนุษย์และสัตว์ และผู้ย่อยสลายคือจุลินทรีย์
สิ่งมีชีวิตไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยลำพัง ต้องมีการประสานสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตอื่นๆในระบบนิเวศ เริ่มจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช เกิดสารประกอบของคาร์บอนซึ่งเป็นสารประกอบที่ทำให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้ พลังงานที่ใช้ส่วนใหญ่ได้รับจากแสงอาทิตย์ ซึ่งพืชนำมาใช้ในการสะสมไว้ในอาหารที่สร้างขึ้น จากนั้นจะถ่ายทอดไปสู่ผู้บริโภคและเข้าสู่ผู้ย่อยสลาย หมุนเวียนกันไปเกิดความสมดุลระบบนิเวศ
ภัยแล้ง คือภัยที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเวลานาน จนก่อให้เกิดความแห้งแล้ง ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่นั้นๆ โดยมีสาเหตุจาก
1. โดยธรรมชาติ มีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกทำให้ฝนตกน้อย ฝนทิ้งช่วง อุทกภัย ฝนตกหนัก มีการพังทลายของดินฯลฯ
2. โดยการกระทำของมนุษย์ การเพิ่มขึ้นของประชากร การตัดไม้ทำลายป่าให้เป็นที่โล่งเตียน การใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับคุณลักษณะของดิน การปลูกพืชเชิงเดี่ยวซ้ำๆ เป็นเวลานาน การใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยและยาลงในดินและแหล่งน้ำ การปลดปล่อยมลภาวะของโรงงานอุตสาหกรรม เกิดภาวะเรือนกระจกทำลายชั้นโอโซน ทำให้ระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป
ทั้งหมดนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝนตกน้อยลงเรื่อยๆ ส่งผลให้ฝนที่ตกตามฤดูกาลเมื่อเมฆฝนที่ก่อตัวมากระทบกับความแห้งแล้งของภูมิอากาศในพื้นที่นั้นก็จะลอยสูงขึ้นไป แล้วลอยไปตกบริเวณที่มีความชื้นกว่า ส่งผลให้พื้นที่บริเวณนั้นฝนตกน้อยลง จนในที่สุดเกิดสภาวะภัยแล้งขึ้น
สรุปดินเสื่อมโทรมจึงมาจากสาเหตุต่างๆดังที่กล่าวมา เป็นระบบนิเวศที่ไม่สมดุล และไม่มีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบในพื้นที่การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เช่นมีสารเคมี มลภาวะ ความชื้นในดิน ดินขาดจุลินทรีย์ที่มาย่อยสลายทำหน้าที่หมุนเวียน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ดินเป็นกรดจัด มีการชะล้างพังทลาย การใช้ที่ดินจึงไม่สามารถจะทำได้ ต้องปล่อยที่ดินให้เป็นที่โล่งว่างเปล่า บริเวณที่เป็นดินเค็มจะเกิดคราบเกลือขึ้นบนผิวดิน ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชได้อีก เกิดสภาพที่ดินเสื่อมโทรมและภัยแล้งตามมา
การแก้ไขฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม
การฟื้นฟูต้องทำทั้งระบบในพื้นที่เกษตรก่อนและขยายวงออกไปให้เต็มพื้นที่ เริ่มตั้งแต่เกษตรกร-หมู่บ้าน-ตำบล-อำเภอ-จังหวัดและภาค โดยเชื่อมโยงจากจุดเล็กๆในไร่นาสู่ระดับภาค ถ้าส่วนใหญ่ทำได้ในบริเวณกว้างก็จะทำให้ความชื้นกลับคืนมา ฝนก็จะตกตามฤดูกาล โดยเน้นที่สมดุลในระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม
เริ่มต้นด้วย ผู้ผลิตคือพืช ผู้บริโภคคือ มนุษย์ สัตว์ และผู้ย่อยสลายคือจุลินทรีย์ ส่วนที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง คือ ดิน น้ำ ความชื้นและแสงแดด ทำหน้าที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เพียงเท่านั้นระบบจะเข้าสู่ภาวะสมดุลสิ่งแวดล้อม ส่วนผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศอย่างกะทันหัน เช่นอุทกภัย โรคระบาด ไฟไหม้ จะเกิดได้น้อยมากถ้ามีการป้องกันอย่างเหมาะสม
การแก้ไขจึงต้องเริ่มจากตัวเกษตรกรขยายวงให้กว้างขึ้น ตัวอย่างที่เห็น ได้แก่การทำเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีอัตราส่วนชัดเจน โครงการพระราชดำริต่างๆ การปลูกป่าทั้งป่าเศรษฐกิจและป่าธรรมชาติหรือเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น รักษาระบบทางน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ลดการใช้สารเคมี ไม่ปล่อยมลภาวะสู่อากาศ ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นเวลานานๆ ทำนาในบริเวณที่ลุ่มต่ำให้มีน้ำเพียงพอ ปลูกไม้ยืนต้นบริเวณหัวไร่ปลายนา เพื่อใช้เป็นที่อาศัยร่มเงาฯลฯ
ผู้ให้ข้อมูล : นายไพฑูรย์ คดีธรรม
ผู้อำนวยการสำนักป้องกันภัยธรรมชาติและความเสี่ยงทางการเกษตร
มกราคม 2555
เรียบเรียงโดย : นางกัลยานี ชลค์ดำรงค์กุล
|