สำหรับในพื้นที่ภาคใต้สายพันธ์ที่แนะนำ
ได้แก่ หญ้าแฝก ลุ่มสายพันธ์สุราษฎร์ธานี และสายพันธ์สงขลา 3
เนื่องจากเป็นพืชที่มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดีและค่อนข้างรวดเร็ว
เจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ที่เป็นดินร่วนเหนียว ดินทรายถึงดินลูกรัง
การใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ที่ฟื้นฟูมีรูปแบบและวิธีการดังนี้
|
| ที่ลาดชัน
จำนวนแถวหญ้าแผกที่ปลูกขึ้นอยู่กับความลาดชัน
คิดจากพื้นที่ 1 ไร่ (กว้าง 40 เมตร ยาว 40 เมตร ) ดังนี้ |
|
 |
 |
ที่ราบ
ควรปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวขวางทางลาดเทของพื้นที่เพื่อกันตะกอนดินและปุ๋ยไว้ในพื้นที่ที่ไม่ชะล้างไปกับนำ
ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าพื้นที่เป็นร่องสวนปลูกปาล์ม ห่างจากขอบแปลง
30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันขอบแปลงพังลงในคูน้ำที่ลุ่มที่นาควรปลูกหญ้าแฝกบนคันนา
หรือปลูกเป็นแนวรั้วแสดงขอบเขตที่ดิน การปลูกพืชอื่นในพื้นที่นี้ ควรยกร่องหรือยกแปลงปลูกป้องกันน้ำแช่ขังและควรปลูกหญ้าแฝกเป็นจำนวน
1 แถว โดยปลูกห่างจากริมขอบแปลง 30 เซนติเมตร รอบแปลงทุกแปลงป้องกันการชะล้างพังทลายของแปลงลงไปในน้ำ
และในพื้นที่ลุ่มที่มีน้ำแช่ขังหลังฝนตกสามารถใช้หญ้าแฝกดูดซับน้ำ โดยใช้หญ้าแฝกปลูกเป็นแถวคู่วงกลมล้อมต้นไม้
ห่างจากทรงพุ่ม30เซนติเมตร
หรือปลูกหญ้าแฝกเต็มพื้นที่โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 50X50
เซนติเมตร
ร่องน้ำ
ข้างแปลงปลูกพืชควรปลุกหญ้าแฝกป้องกันร่องน้ำพัง
โดยปลูกเป็นแถวห่างจากร่อง 30 เซนติเมตร
ถ้าเป็นร่องน้ำตื้นควรปลูกหญ้าแฝก เป็นรูปตัววีหัวคว่ำให้ส่วนแหลมของตัววี
90-120 องศา หันทวนน้ำและอยู่ตรงกลางร่อง ระยะระหว่างตัววี 1 เมตร ในร่องน้ำที่มีความลาดชันสูง
หรือ 2 เมตร หากความลาดชันน้อย
ถนน
ทางลำเลียงในสวน การปลูกหญ้า แฝกจะต้องปลูกบริเวณด้านข้างของไหล่ถนน
โดยเฉพาะถนนลาดยางจะปลูกในส่วนไหล่ทางที่เป็นลูกรังและตั้งไม่บดบังวิสัยทัศน์ในการขับขี้ยานพาหนะ
จำนวนแถวขึ้นกับเปอร์เซ็นต์
และความยาวของความลาดชันถนน ปกติจะใช้ระยะ 1.5 เมตร จากขอบถนนและปลูกหญ้าแฝกบริเวณทางระบายน้ำเป็นรูปตัววีคว่ำพาดผ่านร่องน้ำ
ส่วนแหลมของตัววีคว่ำจะอยู่กลางร่องน้ำหันหัวทวนน้ำ แขนของตัววีทั้งสองข้างจะพาดขึ้นไปถึงขอบถนนและขอบเขา
มีมุม 90-120 องศา ร่องน้ำที่อยู่ที่สูงชันระยะห่างแนวตัววี 1 เมตร ถ้าสูงชันน้อยระยะห่างแนวตัววี
2 เมตร ควรใช้หญ้าแฝกดอน
|
|
| ::ข้อมูลจาก:: |
| สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน
กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ |
|