| 1.
หลักการและเหตุผล |
| อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์
ผลผลิตของอาหารส่วนใหญ่มาจากการทำการเกษตรแทบทั้งสิ้น จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อปริมาณความต้องการอาหาร
ซึ่งก็ย่อมส่งผลต่อระบบการทำการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปุ๋ยเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำการเกษตร
ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินทำให้ผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มขึ้นจนสามารถผลิตอาหารได้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร
ในปัจจุบัน การใช้ปุ๋ยเป็นไปอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตมนุษย์อย่างกว้างขวาง
ในช่วงหลัง จึงมีความพยายามที่จะหาสิ่งทดแทนเพื่อลดอัตราการใช้สารเคมีในทางการเกษตร
ปุ๋ยอินทรีย์เป็นทางเลือกหนึ่งที่เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ |
| สมาคม
CIEC (International Scientific Center of Fertilizers) เป็นสมาคมที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยโดยตรง
ซึ่งดำเนินการด้านการจัดการจัดการธาตุอาหารของพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน
การวิเคราะห์ธาตุอาหารของพืชในดิน และการประยุกต์ใช้หลักวิชาการ และเทคโนโลยี
ที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ย ได้ดำริที่จะจัดการประชุม World Fertilizer Congress
ขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากนักวิทยาศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบายที่ล้วนมีความสนใจเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของดินและการใช้ปุ๋ย
โดยมีที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิทยาศาสตร์ทางดินของโลกไปเมื่อปี
2545 ทำให้ CIEC เล็งเห็นศักยภาพ และได้มีการเสนอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม
World Fertilizer Congress ครั้งที่ 14 |
| |
| 2.
วัตถุประสงค์ของการประชุม |
| |
1) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
2) เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิชาการด้านปุ๋ย และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของไทยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน
ความรู้ประสบการณ์กับนักวิชาการทั่วโลก และนำความรู้ใหม่ๆ ด้านปุ๋ยมาใช้ในการวางแผนพัฒนาประเทศ
3) เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถของบุคลากรด้านปุ๋ยของไทย ให้สามารถพัฒนาผลผลิตทางการ
เกษตร และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4) เพื่อให้นักบริหาร นักวางแผน ตลอดจนนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้
และเจรจาที่จะทำร่วมกันในอนาคต
5) เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้นานาชาติรู้จักมากยิ่งขึ้นอันจะเป็นผลดีทั้งทางตรง
และ
ทางอ้อมต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
6) เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการประชุม เช่น
โรงแรม บริการต่างๆ กิจกรรม
ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมผลิตสินค้าพื้นเมือง เป็นต้น |
| |
|
| 3.
ระยะเวลาการจัดประชุม |
| |
วันที่
22-27 มกราคม 2549 |
| |
|
| 4.
สถานที่จัดประชุม |
| |
โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว
จังหวัดเชียงใหม่ |
| |
|
| 5.
ผู้เข้าร่วมประชุม |
| |
มาจากประเทศต่างๆ
ทั่วโลก ประกอบด้วยนักวิชาการทางด้านปุ๋ย จากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน
และผู้ที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมปุ๋ย รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป
จำนวนประมาณ 600 คน |
| |
|
| 6.
รูปแบบการประชุม |
| |
ประกอบด้วยการฟังบรรยาย
การนำเสนอผลงานของผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งแบบการบรรยาย และการเสนอผลงานภาคโปสเตอร์
การจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการ การสาธิตตัวอย่างผลิตภัณฑ์ปุ๋ยและสารปรับปรุงดิน
และการทัศนศึกษานอกสถานที่ |
| |
|
| 7.
ค่าลงทะเบียน |
| |
ผู้จัดประชุมจะจัดเก็บค่าลงทะเบียนจากผู้เข้าร่วมประชุมในอัตราที่ได้กำหนดขึ้น
ดังนี้ |
| |
- ค่าลงทะเบียนสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศ |
| |
|
- ลงทะเบียนภายใน
31 ต.ค.48 350 เหรียญสหรัฐ
- ลงทะเบียนหลัง 31 ต.ค. 48 400 เหรียญสหรัฐ |
| |
- ค่าลงทะเบียนสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศไทย |
| |
|
- ข้าราชการ และบุคคลทั่วไป
2,500 บาท
- นักเรียน นักศึกษา 500 บาท |
| |
|
|
| |
ติดต่อสอบถามและขอรับการลงทะเบียน
ได้ที่ ดร.พิทยากร ลิ่มทอง
กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร.0-2941-2724/โทรสาร 0-2579-7687
Email: pitaya@ldd.go.th
Email: wfc14th@ldd.go.th
หรือลงทะเบียนทางเว็บไซต์ : www.ldd.go.th/wfc14th |
| |
|
|
| 8. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ |
1)
เป็นการเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในการเป็นผู้นำของโลกด้านการเกษตร และการพัฒนาทาง
ด้านปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ และเป็นโอกาสที่จะแสดงให้ทั่วโลกรู้ว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นฐานการดำรงชีวิตของมนุษย์
นั่นคือการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ และปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ซี่งเท่ากับเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันด้านการผลิตอาหารสู่การเป็นครัวของโลก |
| 2)
ทำให้เกิดการตื่นตัวเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
แทนที่การใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในดิน
น้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าปุ๋ยเคมี
รวมทั้งสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ ได้ถึงปีละกว่า 30,000 ล้านบาทอีกด้วย |
| 3)
เปิดโอกาสให้นักวิชาการด้านปุ๋ย หรือนักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้องของไทยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและผลงานวิจัยกับนักวิชาการต่างประเทศ
ซี่งจะช่วยยกระดับการวิจัยทางด้านปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกิดการพัฒนาความรู้ที่ทันสมัยให้ดียิ่งขึ้น
อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานด้านปุ๋ย และอุตสาหกรรมปุ๋ยของประเทศ
รวมไปถึงการส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินและการรักษาสภาพแวดล้อมให้กว้างขวางขึ้น |
| 4)
เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เผยแพร่ศิลปะ วัฒนธรรม และสินค้าพื้นเมืองของไทย
อันจะมีผลดีต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวและส่งออก และเป็นการนำรายได้เข้าประเทศจากการจับจ่ายใช้สอยของผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ติดตาม
จำนวน 600 คน คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 60 ล้านบาท |