จากข้อเท็จจริงที่ว่าการใช้ที่ดินนั้นไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กรมพัฒนาที่ดินได้ศึกษาการ เปลี่ยนแปลง การใช้ที่ดินของประเทศไทย โดยการแปลภาพถ่ายทางอากาศ และภาพดาวเทียม และการตรวจสอบในสนาม ในพ.ศ. 2523 , 2529 และ 2541 พบว่าในขณะที่พื้นที่ป่าไม้ลดลง พื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้น รวมทั้งพื้นที่ชุมชน ที่เพิ่ม ขึ้น ประมาณ 4 เท่าตัว จากพ.ศ. 2523 อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าตั้งแต่พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา พื้นที่นาได้ลดลงประมาณ 3.5 ล้านไร่ ขณะเดียวกันพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านไร่

          หมายเหตุ :
           1) - 3) แปลจากภาพดาวเทียมมาตราส่วน 1: 500,000
          4) รวมนาเกลืออยู่ด้วย
          5) ไม่ได้จำแนกเป็นพื้นที่ป่าไม้โดยเฉพาะ แต่รวมอยู่ในพื้นที่อื่นๆ ที่มีเนื้อที่ทุกประเภทรวม 134,523,887
          6) เป็นพื้นที่ทุ่งหญ้าธรรมชาติที่มีที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์รวมอยู่ด้วย

          ที่มา : กรมพัฒนาที่ดิน

          จากข้อมูลระดับประเทศดังกล่าวจะพบว่า ในขณะพื้นที่ป่าไม้ลดลงเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา แต่ในพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นในภาพรวมนั้น "ที่นากลับลดลง" ที่นาที่ลดลงนั้นได้เปลี่ยนสภาพไปเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย สนามกอล์ฟ รีสอร์ทหรือที่พักผ่อนหย่อนใจจำนวนมาก
          
จากการศึกษาของกรมพัฒนาที่ดินพบว่า ในระหว่างปีพ.ศ. 2530 - 2536 ที่ดินเพื่อการเกษตรในเขตปริมณฑลเปลี่ยนแปลงสภาพไปเฉลี่ย 18,000 ไร่ ต่อปีในเขตปริมณฑลที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินเกษตรกรรมเพื่อกิจกรรมอื่นๆ มากพื้นที่หนึ่งคือ จังหวัดปทุมธานี           จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2531 จังหวัดปทุมธานีมีโครงการบ้านจัดสรรจำนวน 46 โครงการ (โสภณ ชมชาญ 2538) ต่อมาในเดือนมีนาคม 2537 จากการสำรวจในพื้นที่อำเภอคลองหลวง ธัญบุรี และหนองเสือ พบว่ามีโครงการจัดสรรที่ดิน บ้านจัดสรร รีสอร์ท และสนามกอล์ฟรวม 146 โครงการ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ได้มีการสำรวจโครงการบ้านจัดสรร เหลืออยู่ประมาณ 30 โครงการ แต่พื้นที่ที่อยู่ในโครงการพัฒนาที่ดินต่างๆ ที่หยุดหรือชลอโครงการไว้ ซึ่งเดิมเป็นที่เกษตรกรรมได้ทิ้งร้างมิได้ใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก ที่ตั้งของโครงการดังกล่าวนี้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเกษตรและอยู่ในเขตชลประทาน ได้มีการประมาณถึงผลผลิตทางการเกษตรว่า หากมีการสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมในภาคกลางโดยทั่วไป 1 ไร่ จะเท่ากับสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 4 ไร่

          อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์พบว่า พื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งมีจำนวน 32.1 ล้านไร่ 36.45 ล้านไร่ และ 29.89 ล้านไร่ ใน พ.ศ. 2523, 2529 และ 2541 ตามลำดับนั้น ส่วนหนึ่งเคยเป็นที่ดินที่ใช้เพื่อเกษตรกรรมมาก่อน ซึ่งเมื่อรวมกับพื้นที่การเกษตรในแต่ละช่วง จะมีเนื้อที่เกษตรกรรมมากกว่า 168 ล้าน ตามความสามารถในการรองรับ (carrying capacity) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2529

          หากจะวิเคราะห์จากพื้นที่ป่าไม้ที่ยังคงเหลืออยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ประมาณ 103.3 ล้านไร่ * และ คงสภาพป่าอยู่เพียง 81 ล้านไร่แล้ว จะวิเคราะห์ได้ 2 กรณี คือ
          (1) กรณีใช้พื้นที่ในความรับผิดชอบ 103.3 ล้านไร่ จะมีพื้นที่ที่ใช้เพื่อกิจกรรมอื่นๆ จำนวน 217.4 ล้านไร่
(320.7-103.3 = 217.4 ล้านไร่)

          (2) กรณีใช้พื้นที่ป่าไม้ที่ยังเหลืออยู่จริง 81 ล้านไร่ จะมีพื้นที่ที่ใช้เพื่อกิจกรรมอื่นๆ จำนวน 239.7 ล้านไร่
(320.7-81 = 239.7 ล้านไร่)

          * จากผลการวิเคราะห์ดังกล่าวจะแสดงให้เห็นว่า การใช้ที่ดินในปัจจุบันโดยเฉพาะเพื่อการเกษตรกรรม เกินกว่าความสามารถในการรองรับของที่ดินได้ จึงเกิดปัญหาที่ดินที่ส่งผล ให้สิ่งแวดล้อม ของชาติเสื่อมโทรม ลงอย่างรวดเร็ว"

          * ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 และ 17 มีนาคม 2535 นั้น ได้มีการจำแนกพื้นที่ป่าไม้เป็นเขตอนุรักษ์ (โซน C) จำนวน 88.23 ล้านไร่ เขตเศรษฐกิจ (โซน E) จำนวน 51.88 ล้านไร่ และเขตที่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม (โซน A) จำนวน 7.22 ล้านไร่ ต่อมาใน พ.ศ. 2536 กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่มีประชาชนเข้าทำกินรวม 44 ล้านไร่ ให้แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากป่าเศรษฐกิจ (โซน E) ดังนั้น ป่าอนุรักษ์ (โซน C) และป่าเศรษฐกิจ (โซน E) จึงอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ประมาณ 103.3 ล้านไร่